Stock ตอนที่1

ทำไมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จึงเกี่ยวข้องกับตัวคุณ (Why Invest?)

มีอีกคำถามหนึ่ง ที่เราเชื่อว่า กำลังเกิดขึ้นในใจของคุณหลายๆ คนคือ ตลาดหลักทรัพย์จะเข้ามามีความเกี่ยวข้อง กับตัวคุณได้อย่างไร? เพราะเมื่อกล่าวถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หลายๆ คนมักจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ สลับซับซ้อนและมีความยุ่งยาก ไม่อยากที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หรือแม้อยากเข้าไปลงทุน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร หรือบางคนอาจมีข้อสงสัยว่าการนำเงินออมไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะได้รับผลตอบแทนดีกว่า หรือมีข้อแตกต่าง จากการออมเงินในรูปเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์อย่างไร

ดังนั้น ในหัวข้อนี้เราจะอธิบายให้คุณ เข้าใจถึงความสำคัญของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวคุณ…

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อาจเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางแผน ออมเงินระยะยาวของคุณได้ การที่คุณเข้าไปซื้อหลักทรัพย์ ในธุรกิจที่คุณมีความเชื่อมั่นว่าจะสร้างผลกำไร และเจริญรุ่งเรือง ต่อไปในวันข้างหน้า จะทำให้คุณมีฐานะเป็น "ผู้ลงทุน" และเป็น "เจ้าของกิจการ" ไปในขณะเดียวกัน ซึ่งมีสิทธิ ได้รับเงินปันผลจากกำไรที่เกิดขึ้น ในการทำธุรกิจนั้นทุกๆ ปี ตราบที่คุณยังถือหลักทรัพย์นั้นอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถคาดหวังให้หลักทรัพย์ที่คุณถืออยู่ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ ถ้าธุรกิจนั้นเจริญเติบโตและมี ผลกำไรเพิ่มขึ้น และเมื่อถึงเวลาที่ตัดสินใจขายหลักทรัพย์นั้นออกไป ก็จะได้ราคาที่สูงกว่าเมื่อแรกซื้อมา

ด้วยเหตุนี้ คุณจะเห็นได้ว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้มีเงินออมที่แสวงหาผลตอบแทน โดยระดับของผลตอบแทนสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ มีความผูกพันใกล้ชิดกับปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อธุรกิจที่คุณลงทุนนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เช่นเดียวกันกับการลงทุนประเภทอื่นๆ หากธุรกิจที่คุณเลือกลงทุน เผชิญสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยหรือผลประกอบการตกต่ำลง ย่อมส่งผลให้เงินปันผล ที่คุณพึงจะได้รับลดลงไปด้วย และในกรณีที่ธุรกิจนั้น ประสบภาวะขาดทุนจนต้องปิดกิจการลง คุณจะได้รับเงินลงทุนคืน ก็ต่อเมื่อธุรกิจยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ หลังจากชำระส่วนที่เป็นหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ ในฐานะผู้ถือหุ้น มูลค่าหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่คุณ "ถือ" หรือ "เป็นเจ้าของ" อยู่ ก็สามารถปรับตัวขึ้นลงได้เช่นกัน

ถึงตอนนี้คุณอาจมีข้อสงสัยอีกว่า ในเมื่อการลงทุนในหลักทรัพย์มีความเสี่ยง เหตุใดผู้ลงทุนจึงไม่เลือกลงทุนโดยวิธีอื่น ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า?

คำตอบง่ายๆ และชัดเจนที่สุดของคำถามข้างต้นนี้คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆ เช่น การลงทุนในรูปเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็น การลงทุนที่ปลอดภัย เพราะได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ฝาก และสามารถเรียกคืนได้เมื่อต้องการ

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง โอกาสที่ผู้ออมจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราที่สูง หรือเท่าเทียมระดับอัตราเงินเฟ้อ ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป และหากเงินเฟ้อมีอัตราสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ลดต่ำลง ผลตอบแทนจากเงินออมดังกล่าว ก็ลดค่าลงด้วยเช่นกัน

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาว ที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกัน การขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์ จะช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินลงทุน และให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล, กำไรส่วนทุน และสิทธิการจองซื้อหุ้นใหม่ ในราคาต่ำแก่ผู้ลงทุนอีกด้วย และหากผู้ลงทุนมีความรอบรู้และชาญฉลาดพอ ก็จะสามารถเลือกซื้อเลือกขายหลักทรัพย์ต่างๆ ในระดับราคา และจังหวะเวลาที่ให้ผลตอบแทนได้สูงกว่า

เมื่อมองในภาพรวมแล้ว คุณจะเห็นได้ว่าตลาดหลักทรัพย์ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวคุณได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และหาก คุณมีความสนใจและความพร้อมเพียงพอ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็อาจเป็นการออมเงินอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวได้

ประวัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 – 2514) ได้กำหนดการพัฒนาตลาดทุน เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 นั้น เน้นให้ตลาดทุนมีบทบาทที่สำคัญ คือการเป็นแหล่งระดมเงินทุน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ของประเทศ

พัฒนาการของตลาดทุนของไทยในยุคใหม่นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ยุค คือ เริ่มจาก "ตลาดหุ้นกรุงเทพ" (Bangkok Stock Exchange) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน และต่อมาเป็น "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย" ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "The Securities Exchange of Thailand"

การจัดตั้งตลาดหุ้นกรุงเทพ

การจัดตั้งตลาดหุ้นของไทยเริ่มขึ้น ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2505 ในรูปห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยในปีต่อมา ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็น "ตลาดหุ้นกรุงเทพ" (Bangkok Stock Exchange)

ถึงแม้ว่าจะมีพื้นฐานในการจัดตั้งที่ดี การซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นกรุงเทพ ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก มูลค่าการซื้อขายมีเพียง 160 ล้านบาทใน ปี พ.ศ. 2511 และ 114 ล้านบาทใน ปี พ.ศ. 2512 การซื้อขายมีปริมาณลดลงเป็น 46 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2513 และลดลงเหลือ 28 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2514 การซื้อขายหุ้นกู้มีมูลค่าถึง 87 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2515 แต่การซื้อขายหุ้น ก็ยังคงไม่เป็นที่สนใจ โดยมูลค่าการซื้อขายหุ้น ที่ต่ำสุดมีเพียง 26 ล้านบาทเท่านั้น และในที่สุดตลาดหุ้นกรุงเทพ ก็ต้องปิดกิจการลง

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ตลาดหุ้นกรุงเทพไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ประกอบกับประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอในเรื่องตลาดทุน

การจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นกรุงเทพจะไม่ประสบความสำเร็จ แนวความคิดเกี่ยวกับการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ ที่มีระบบระเบียบและ ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการนั้น ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 – 2514) จึงได้เสนอแผนการจัดตั้งตลาดทุนดังกล่าวขึ้น เป็นครั้งแรก โดยให้มีเครื่องมืออำนวยความสะดวก และมาตรการสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เหมาะสม

ในปี พ.ศ. 2512 รัฐบาลได้ทำการว่าจ้าง ศาสตราจารย์ซิดนีย์ เอ็ม รอบบิ้นส์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการเงิน จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เพื่อมาทำการศึกษาช่องทางการพัฒนาตลาดทุนไทย

ในเวลาต่อมา ในปี พ.ศ. 2515 รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทโดยการแก้ไข "ประกาศคณะปฏิวัติ ที่ 58 เกี่ยวกับการควบคุมธุรกิจ การค้า ที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของประชาชน" การแก้ไขดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลสามารถกำกับดูแล การดำเนินงานของบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ ซึ่งทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระเบียบและยุติธรรม

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2517 ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจะจัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และการระดมเงินทุนในประเทศ ตามมาด้วยการแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับรายได้ เพื่อให้สามารถนำเงินออม มาลงทุนในตลาดทุนได้ ในปี พ.ศ. 2518 รูปแบบทางกฎหมายต่างๆได้รับการปรับแก้จนลงตัว

ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชื่อภาษาอังกฤษในขณะนั้นคือ The Securities Exchange of Thailand) ได้เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรก และได้ทำการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น "The Stock Exchange of Thailand" (SET) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534

บทบาทของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากนั้นตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เริ่มเปิดทำการซื้อขายครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 และได้ทำการเปลี่ยนชื่อ ภาษาอังกฤษจาก "The Securities Exchange of Thailand" เป็น "The Stock Exchange of Thailand" (SET) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534 ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ตลาดหลักทรัพย์มีบทบาทสำคัญ ดังนี้

  1. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน และพัฒนาระบบต่างๆ ที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์
  2. ดำเนินธุรกิจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การทำหน้าที่เป็นสำนักหักบัญชี (Clearing House) ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ นายทะเบียนหลักทรัพย์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  3. การดำเนินธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

     

ตราสารการลงทุนประเภทต่างๆ

หลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุน และเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ดังนี้

หุ้นสามัญ (Common Stock)

ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)

หุ้นบริมสิทธิ (Preferred Stock)

ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น (Short – Term Warrant)

หุ้นกู้ (Debenture)
หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)

ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW)
หน่วยลงทุน (Unit Trust)


หุ้นสามัญ (Common Stock)

เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน* เพื่อให้คุณได้เข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจนั้นๆ โดยตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คุณมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ มีสิทธิในการลงคะแนนเสียง ร่วมตัดสินใจในปัญหาสำคัญในที่ประชุมผู้ถือหุ้น อาทิ การเพิ่มทุน การจ่ายเงินปันผล การควบรวมกิจการ คุณจะมีสิทธิออกเสียง ตามสัดส่วนของหุ้นที่คุณถืออยู่

ผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรง ก็คือ เงินปันผล จากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้น (ในกรณีที่ขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาเมื่อซื้อมา) และสิทธิใน การจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน

ผลตอบแทนจากหุ้นสามัญไม่มีความแน่นอน อาจสูงหรือต่ำ หรือขาดทุน (ในกรณีขายคืนได้ราคาต่ำกว่าเวลาซื้อ) ขึ้น อยู่กับผลของการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ ตลอดจนปัจจัยภายนอกอื่นๆ ซึ่งคุณในฐานะผู้ลงทุนจะต้องศึกษาจาก แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือพอ เพื่อประกอบการตัดสินใจทุกครั้ง


หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)

เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุน ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ หุ้นประเภทนี้มีไม่มากนักในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายกันน้อย หรือภาษาเทคนิคเรียกว่ามีสภาพคล่องต่ำ หุ้นบุริมสิทธิบนกระดานหุ้นสังเกตได้จากสัญลักษณ์ -P ท้ายอักษรย่อ ของหุ้นสามัญ


หุ้นกู้ (Debenture)

เป็นตราสารที่บริษัทเอกชนออกเพื่อกู้เงินระยะยาวจากผู้ลงทุน ผู้ลงทุนเมื่อตัดสินใจซื้อหุ้นกู้ จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของ กิจการ บริษัทจะต้องจ่ายผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือตามระยะเวลา และอัตราที่กำหนด ผู้ถือจะได้เงินต้นคืน ครบถ้วน เมื่อสิ้นสุดอายุตามระบุในเอกสาร ตลาดหุ้นกู้มักมีสภาพคล่องในการซื้อขายไม่มากนัก ส่วนใหญ่ซื้อขายโดย ผู้ลงทุนประเภทสถาบัน หรือผู้ลงทุนระยะยาว


หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)

หุ้นกู้แปลงสภาพคล้ายคลึงกับหุ้นกู้ในข้อ 3 แตกต่างกันตรงที่ หุ้นกู้แปลงสภาพมีสิทธิที่จะแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ในช่วงเวลา อัตรา และราคาที่กำหนดในหนังสือชี้ชวน ในช่วงที่เศรษฐกิจดี หุ้นประเภทนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะผู้ซื้อคาดหวังผลตอบแทนที่จะได้จากราคาหุ้นเมื่อแปลงสภาพแล้ว ซึ่งจะทำกำไรได้มากกว่า ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยของหุ้นกู้ธรรมดา


ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)

เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ ในราคาที่กำหนดเมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้ (ซึ่งราคาจองซื้อมักจะกำหนดไว้ต่ำ หรือบางครั้งอาจได้รับหุ้นสามัญ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) ใบสำคัญแสดงสิทธิ จะออกควบคู่กับการเพิ่มทุนเป็นเทคนิคการตลาด ของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ในการจูงใจให้ผู้ลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นบุริมสิทธิ หรือหุ้นกู้ เป็นต้นว่า ถ้าคุณซื้อหุ้นเพิ่มทุนในวันนี้ จะได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิฟรี หรือในราคาที่กำหนด เช่น 12 บาท ในเวลาที่กำหนด อาจเป็นในระยะเวลา 6 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า


ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น (Short-Term Warrant)

ใบสำคัญแสดงสิทธิชนิดนี้ จะมีอายุไม่เกิน 2 เดือน และเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการระดมทุนจากผู้ถือหุ้น แทนการจัด สรรสิทธิในการจองซื้อหุ้น (Rights) และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ สามารถยื่นคำขอให้รับเป็นหลักทรัพย์ประเภทนี้ ซื้อขายหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ได้


ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW)

เป็นตราสารที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับใบสำคัญแสดงสิทธิทั่วไป (Warrant) โดยจะให้สิทธิแก่ผู้ถือ DW ในการซื้อ หรือขายหลักทรัพย์อ้างอิง (Underlying Securities) ซึ่งอาจเป็นหลักทรัพย์ (Stock) หรือดัชนีหลักทรัพย์ (Index) ในราคาใช้สิทธิ อัตราการใช้สิทธิ และระยะเวลาใช้สิทธิที่กำหนดไว้ โดยบริษัทผู้ออก DW (Issuer) จะเป็นผู้กำหนดว่า จะเลือกทำการส่งมอบให้แก่ผู้ถือ DW เป็นหลักทรัพย์ หรือเงินสดก็ได้


หน่วยลงทุน (Unit Trust)

คือตราสารที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ในรูปของหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งเป็น รูปแบบหนึ่ง ของการระดมเงินทุนจากประชาชน โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม จะเป็นผู้บริหารกองทุน ให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหน่วย ในรูปของเงินปันผล กองทุนรวมมีหลายประเภท ซึ่งคุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ ในหนังสือชี้ชวนซื้อหน่วยลงทุนของแต่ละกองทุน ซึ่งจะมีการกำหนดนโยบาย การลงทุนที่ชัดเจน

ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือ จะมีผู้บริหารมืออาชีพดูแลเงินลงทุนแทนคุณ มีการกระจายความเสี่ยงลงในหุ้น กลุ่มต่างๆ และมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า เพราะเป็นเงินกองทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไปได้ยาก ในกรณีที่คุณลงทุน ด้วยตัวเอง

 

หมายเหตุ : * การนำบริษัทมหาชนจำกัด เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เรียกกันว่า บริษัทจดทะเบียน (Listed Company) มีประโยชน์อย่างยิ่งในทางธุรกิจ สำหรับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นเดิม สามารถจะระดมทุน เพื่อขยายกิจการได้ ในต้นทุนที่ต่ำกว่า การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ทั้งเป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนมีการ ตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน สำหรับประชาชนทั่วไป ก็จะมีทางเลือกในการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น มีโอกาสที่ดีในการ เข้าถือหุ้น ในกิจการที่ตนสนใจ และเชื่อว่าจะเจริญก้าวหน้า

สูตรการคำนวณดัชนีหุ้น

ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index)

ดัชนี (WET50 Index)

ดัชนีรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sectoral Indices)

รายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนี (SET50)

ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index)
ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นดัชนีราคาหุ้นที่คำนวณแบบถ่วงน้ำหนัก ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ซึ่งคำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์ (รวมหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้

ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) = (มูลค่าตลาดรวมวันปัจจุบัน (Current Market Value) x 100)/ มูลค่าตลาดรวมวันฐาน (Base Market Value)

ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นดัชนีเปรียบเทียบมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์ที่เป็น หุ้นสามัญทั้งหมด ที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในวันปัจจุบัน กับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ ในวันฐาน คือ วันที่ 30 เมษายน 2518 โดยมีการปรับฐานการคำนวณ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของ จำนวนหลักทรัพย์จดทะเบียน เช่น เมื่อมีการรับหรือเพิกถอนหลักทรัพย์ การรับหุ้นเพิ่มทุน เป็นต้น เพื่อให้การเคลื่อนไหวของดัชนี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์เท่านั้น

 

ดัชนีรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sectoral Indices) นอกเหนือจาก SET Index ที่คำนวณจากราคาหุ้นสามัญในกระดานหลักแล้ว ยังมีดัชนีราคาหุ้นของ แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอีกด้วย โดยดัชนีราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมใด ก็จะใช้ราคาหุ้นสามัญทุกตัวที่จัด อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ในการคำนวณ เช่น ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร คำนวณขึ้นโดยใช้ราคาหุ้น สามัญทุกหลักทรัพย์ในกลุ่มธนาคาร เป็นต้น ในปัจจุบันนี้ ตลาดหลักทรัพย์จัดหุ้นสามัญจดทะเบียน ทั้งหมดกระจายอยู่ใน 31 กลุ่มอุตสาหกรรม และได้คำนวณดัชนีราคาหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 31 กลุ่ม เป็นรายกลุ่มด้วย ทั้งนี้มีวิธีการคำนวณเช่นเดียวกันกับ SET Index

 

ดัชนี SET50 (SET50 Index) เพื่อเป็นการส่งเสริมการออกตราสารอนุพันธ์ และเป็นเครื่องมือวัดสภาวะตลาดสำหรับกองทุนรวมต่างๆ ที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์จึงจัดทำ ดัชนี SET50 Index ขึ้นอีกตัวหนึ่ง เพื่อเป็นดัชนีราคาหุ้น ที่ใช้แสดงระดับและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 50 ตัว ที่มีมูลค่าตลาดสูงและการซื้อขาย มีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ สูตรและวิธีการคำนวณ เป็นเช่นเดียวกับการคำนวณ SET Index แต่ใช้วันที่ 16 สิงหาคม 2538 เป็นวันฐาน ทั้งนี้จะมีการปรับรายชื่อหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่นำมาใช้คำนวณ ทุก 6 เดือน

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลักทรัพย์

1. เป็นหุ้นสามัญที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยต่อวันสูงสุด 150 ลำดับแรก จากจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด โดยคำนวณจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยรายวัน ที่ปรากฏบนกระดานหลัก ในแต่ละเดือน และคำนวณเฉลี่ยย้อนหลัง 12 เดือน นับจากวันที่มีการพิจารณาคัดเลือก

2. เป็นหุ้นสามัญที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือ จะต้องเป็นหุ้นสามัญ ที่มีมูลค่าการซื้อขายรายเดือน บนกระดานหลักสูงกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อหุ้น ของหุ้นสามัญทั้งตลาด ในเดือนเดียวกัน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 9 ใน 12 เดือน ในช่วงระยะเวลาที่ใช้พิจารณา หรือ 3/4 ของจำนวนเดือนที่มีการซื้อขาย ในช่วงระยะเวลาที่ใช้พิจารณา แต่ 3/4 ของจำนวนเดือน ที่มีการซื้อขายในช่วงระยะเวลาที่ใช้พิจารณานั้น ต้องเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อหุ้น จะคำนวณจากมูลค่าการซื้อขายรายเดือน บนกระดานหลักของหุ้นสามัญทั้งหมด หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียน ที่มีการซื้อขายในเดือนนั้นๆ

3. เป็นหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน ก่อนวันที่ทำการพิจารณาคัดเลือก สำหรับหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์น้อยกว่า 12 เดือน แต่เป็นระยะเวลาเกินกว่า 6 เดือน นับจากเดือนที่จดทะเบียน ไปจนถึงเดือนสุดท้าย ของการพิจารณาคัดเลือก หลักเกณฑ์ข้างต้นจะถูกปรับใช้ตามระยะเวลา ที่หุ้นสามัญนั้นได้เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์

ในกรณีที่มีหุ้นสามัญผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือกทั้งสามข้อข้างต้น เป็นจำนวนมากกว่า 50 หลักทรัพย์ หุ้นสามัญที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด จะถูกจัดลำดับอีกครั้งตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยรายวัน จากนั้นหุ้นสามัญ 50 ลำดับแรก จากการจัดลำดับดังกล่าวจะถูกนำมาใช้คำนวณ SET50 Index ส่วนหุ้นสามัญที่เหลือ จะนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ในรายการสำรอง (Replacement List) ซึ่งเตรียมไว้ในกรณีที่อาจมีหุ้นสามัญใดๆ ใน SET50 Index ขอเพิกถอนตัวเอง หรือถูกเพิกถอนจาก การเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน หุ้นสามัญในลำดับที่ 51 เป็นต้นไป ที่ปรากฏอยู่ในรายการสำรอง ก็จะถูกนำมาแทนที่หุ้นสามัญที่มีการเพิกถอนไป ในทางตรงกันข้าม หากมีหุ้นสามัญที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกทั้งสามข้อดังกล่าวข้างต้นน้อยกว่า 55 หลักทรัพย์ (ประกอบด้วย 50 หลักทรัพย์สำหรับคำนวณดัชนี SET50 Index และอย่างน้อย 5 หลักทรัพย์ สำหรับใช้เป็นรายการสำรอง) ก็มีความจำเป็นต้องปรับหลักเกณฑ์ในข้อที่ 2 เพื่อให้ได้จำนวนหุ้นสามัญ ครบตามที่ต้องการ โดยทำการลดอัตราส่วนของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อหุ้น จากเดิมซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 50 ของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อหุ้นของหุ้นสามัญทั้งตลาด โดยปรับลดลงเป็นร้อยละ 45, 50, 35, … ตามลำดับ (ลดลงร้อยละ 5 ในแต่ละครั้ง) จนกระทั่งมีจำนวนหุ้นสามัญที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกครบตามจำนวนที่ต้องการ

วิธีการคำนวณ SET50 Index

สำหรับวิธีการคำนวณ SET50 Index นั้นจะใช้วิธีเดียวกันกับการคำนวณดัชนีราคาหุ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทุกประการ โดยมีข้อแตกต่างในแง่ที่ว่า SET Index นั้นจะคำนวณจากราคาหุ้นสามัญที่ได้รับการคัดเลือก ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพียง 50 หลักทรัพย์เท่านั้น SET50 Index จึงเป็นดัชนีที่ถ่วงน้ำหนัก ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) และมีสูตรการคำนวณและวิธีการปรับฐานเหมือนกับ SET Index ทุกประการตามสูตรดังต่อไปนี้ SET50 Index = (CMV/BMV) * 100 โดย CMV = มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดบนกระดานหลักในปัจจุบันของหุ้นสามัญ 50 หลักทรัพย์ และ BMV = มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาฐานของหุ้นสามัญ 50 หลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ได้เริ่มคำนวณค่าดัชนี SET50 Index มาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2538 และกำหนดให้ค่าดัชนี SET50 Index มีค่าเริ่มต้นเท่ากับ 100 จุด

การปรับรายการหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้มีการพิจารณาปรับรายการหลักทรัพย์ ที่ใช้ในการคำนวณ SET50 Index ทุกๆ 6 เดือน ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ที่อาจเกิดขึ้นกับภาวะการณ์ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น กรณีที่มีบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ หรือกรณีที่มีการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจส่งผลให้หุ้นสามัญบางตัว ที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกมาก่อนมีคุณสมบัติครบถ้วนขึ้น และสามารถถูกคัดเลือก เพื่อใช้ในการคำนวณ SET50 Index ได้ การพิจารณาปรับรายการหลักทรัพย์ดังกล่าว จะดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์ในระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม และ 1-30 มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์จะทำการคัดเลือกหุ้นสามัญ โดยอาศัยหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก ดังที่กำหนดไว้แล้วข้างต้น ในการปรับรายการหลักทรัพย์ในแต่ละครั้งนั้น เฉพาะหุ้นสามัญที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก และได้รับการจัดลำดับตาม มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยรายวันในลำดับที่ 1-45 เท่านั้น ที่จะถูกนำไปใช้ในการคำนวณ SET50 Index ได้ทันที แต่สำหรับหุ้นสามัญที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก แต่จะได้รับการจัดลำดับไว้ในลำดับที่ 46-50 นั้น จะต้องผ่านเกณฑ์การปรับรายการหลักทรัพย์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 : พิจารณาว่าหุ้นสามัญในอันดับที่ 46-50 นั้น เคยอยู่ในรายการหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณ SET50 Index ครั้งก่อนหน้าหรือไม่ หากหุ้นสามัญนั้นเคยอยู่ในรายการหลักทรัพย์ชุดก่อน จะถือว่าหลักทรัพย์นั้น ผ่านการคัดเลือก และนำไปใช้ในการคำนวณ SET50 Index ในครั้งนี้ได้ทันที แต่หากว่าหุ้นสามัญนั้น ไม่เคยปรากฏอยู่ในรายการหลักทรัพย์ชุดก่อน จะถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์การปรับรายการหลักทรัพย์ และจะต้องคัดเลือกหุ้นสามัญในลำดับถัดไป ซึ่งเคยปรากฏในรายการหลักทรัพย์ชุดเดิม (50 หลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณ SET50 Index ก่อนการปรับรายการ) มาแทนที่จนกระทั่งได้ครบทั้ง 5 หลักทรัพย์ แต่หากการพิจารณาในชั้นนี้ไม่สามารถคัดเลือกหุ้นสามัญได้ ครบทั้ง 5 หลักทรัพย์ ตามที่ต้องการ ก็ให้ไปพิจารณาในขั้นที่ 2 ต่อไป

ขั้นที่ 2 : พิจารณานำหุ้นสามัญที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก ในเกณฑ์การปรับรายการหลักทรัพย์ เพิ่มเติมขั้นที่ 1 (ซึ่งได้แก่หุ้นสามัญ ที่ไม่อยู่ในรายการหลักทรัพย์ชุดก่อน มาพิจารณาใหม่อีกครั้ง โดยการจัดลำดับหุ้นสามัญเหล่านี้ ตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยรายวัน แล้วทำการคัดเลือกหุ้นสามัญ ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาเฉลี่ยรายวันสูงที่สุด ให้อยู่ในลำดับถัดจากหุ้นสามัญลำดับสุดท้าย ที่ผ่านเกณฑ์การปรับรายการหลักทรัพย์เพิ่มเติมขั้นที่ 1 ไล่ลงไปตามลำดับจนกระทั่งได้ครบทั้ง 50 หลักทรัพย์ ที่จะใช้ในการคำนวณ SET50 Index ชุดใหม่ ส่วนหุ้นสามัญที่เหลือจะถูกนำไปใช้ เป็นรายการหลักทรัพย์สำรองต่อไป

รายการหลักทรัพย์ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อคำนวณ SET50 Index ในแต่ละครั้ง จะถูกนำออกเผยแพร่ แก่ประชาชนทันที ที่กระบวนการคัดเลือกเสร็จสิ้นลง และตลาดหลักทรัพย์จะทำการคำนวณ SET50 Index อย่างต่อเนื่อง โดยรายการหลักทรัพย์ที่มีการปรับเปลี่ยนในช่วงวันที่ 1-31 ธันวาคม จะเริ่มนำมาใช้คำนวณดัชนีตั้งแต่ วันทำการวันแรกของเดือนมกราคมปีถัดไป ส่วนรายการหลักทรัพย์ที่ได้จากการปรับรายการในช่วงวันที่ 1-30 มิถุนายน จะเริ่มนำมาใช้คำนวณดัชนี ตั้งแต่วันทำการวันแรกของเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน และในการคำนวณดัชนี เมื่อมีการใช้หลักทรัพย์รายการใหม่ทุกๆ ครั้ง จะต้องมีการปรับฐานคำนวณ เพื่อให้ค่าดัชนีมีความต่อเนื่องอยู่เสมอ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ใช้สำหรับการคำนวณ SET Index ในปัจจุบัน โดยการปรับฐานดัชนี จะดำเนินการในทำนองเดียวกัน กับกรณีที่มีหลักทรัพย์ถูกเพิกถอน และมีหลักทรัพย์เข้าใหม่ ตามแต่กรณี นอกจากนั้นการปรับฐานจะต้องกระทำทุกครั้ง ที่มูลค่าของหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณ มีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นของหลักทรัพย์ อันอาจสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น การเพิ่มทุนของบริษัท การแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ และการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ เพื่อซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เป็นต้น

Next 


ที่มาข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


thank you  :  http://stockgame.pantip.com/stocklibrary.html   ,  kwanchai@pantip.com  PanTip Stock Game


This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s