สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ

สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ เรื่อง วนิษา เรซ คัดลอกจาก Post Today บางครั้งในชีวิตประจำวัน
เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา ‘ ต้อง ‘ ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน
เช่น การล้างจาน การท่องหนังสือ การจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้ว
ยังต้องมานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก…เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก
สิ่งของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น ‘ หน้าที่ ‘ ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย…
ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหารและความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ
ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่า ผู้ชายคนไหนจะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน…แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า
หนูดียินดีทำอาหารทุกชนิดแต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน…จนกระทั่งวันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน
การไปอยู่วัดครั้งนั้น ทุกคนต้องล้างจานเอง…พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน…
คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จานสะอาด (แหม ถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)..
.แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ …อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก…ท่านตอบว่า
จากนี้ไป ขอให้ล้างจานเพื่อล้างจานได้ไหม… ทำไมต้อง ‘ ล้างจานเพื่อล้างจาน ‘ กว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ก็
ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ…เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด
ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก
เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น …สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข
แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุขในขณะล้างจาน จิตจดจ่ออยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน…เป็นสุขอยู่ตรงนั้น ซึ่งหลังจากครั้งแรก
พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า จานเป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่…น่ารักมากเลยค่ะ
ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและ
มีความสุข…หนูดีคิดว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถีและเป้าหมายก่อน …คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับ ‘ เป้าหมาย ‘
แต่หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ ‘ วิถี ‘ ในการไปถึงเป้าหมายนั้น เหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆ
ให้ได้เกียรตินิยม…และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่มีหวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก…
พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว…จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอม…
พอมาดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ
แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ ดังนั้น การกลับมาปรับ ‘ วิถี ‘ ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทางกลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวม
ของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ … เดี๋ยวนี้หนูดีเลยมีกฎในการใช้ชีวิตว่า
‘วิถีคือเป้าหมาย ‘ พูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็นประจำวัน มีสุขในวิถี นั่นแหละคือเป้าหมายของหนูดี ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ
ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม…อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย
และหนูดีไม่รอให้ ‘ เป้าหมายสำเร็จ ‘ แล้วค่อยเป็นสุข…ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่คะว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก…หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้าหนังสือ ‘ ขอบคุณสรรพสิ่ง ‘ ที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า ‘ ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว ‘ หนูดีเห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเรา
เต็มไปด้วยเรื่อง ‘ ธรรมดา ‘ เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้า
ภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ…หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ…ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ
กันทั้งนั้น แต่ถ้าความ ‘ ธรรมดา ‘ นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย
หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ…เรื่องก็จะ ‘ ไม่ธรรมดา ‘ ไปในทันที และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความ
‘ ธรรมดา ‘ จนใจแทบจะขาด…หนูดีไม่ได้พูดเองเออเองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัว
มาเยอะมาก จนเกิดเป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ ‘ ธรรมดา ‘ ที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วค่ะ วันนี้ หนูดีขอชวนแฟนๆ คอลัมน์ลองมองหาสิ่งธรรมดาๆ สักสองสามสิ่ง
ที่เรามองข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ หรือวันนี้ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้ม
อยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง หรือแม้แต่ วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดีจังเลย…เรื่องสุดท้ายนี่หนูดีคิดเป็นประจำเลยค่ะ
เพราะในโลกนี้ หนูดีเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้น หากวันไหนรถหนูดีอยู่ในสภาพสมบูรณ์
แค่ได้มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ … สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะคะ ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุขค่ะ
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s