“I’m..and I save lives”

บริจาคโลหิต….มีสุขภาพดีกว่าที่คิด….

    

+

     คุณเคยบริจาคโลหิตบ้างมั้ยคะ..นอกจากความภูมิใจที่ได้แบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นโดยทางอ้อมแล้ว เชื่อไหมว่าการบริจาคเลือดยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกทางหนึ่งด้วยค่ะ…  

          เลือดของคนเราประกอบด้วยพลาสมา (น้ำเหลือง) และเม็ดเลือด คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว คือ 5-6 ลิตรสำหรับผู้ชาย และ 4-5 ลิตรสำหรับผู้หญิง หรือประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ไขกระดูกเป็นอวัยวะตั้งต้นที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด 3 ชนิด อันได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันไปในร่างกาย..

        เม็ดเลือดแต่ละชนิดจะมีอายุการทำงานที่ชัดเจนคือ เม็ดเลือดแดงมีอายุ 120 วัน เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดมีอายุ 5-10 วัน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เม็ดเลือดจะถูกทำลายและขับถ่ายออกมาในรูปของเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ หลังจากนั้นไขกระดูกจึงสร้างเซลล์เม็ดเลือดชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้โดยไม่มีวันหมด ปริมาณเลือดที่มีในร่างกายเป็นปริมาณที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เกินกว่าความต้องการใช้ที่แท้จริง เพราะร่างกายต้องการใช้เพียง 15-16 แก้วน้ำเท่านั้น ส่วนเลือดอีก 2-3 แก้วน้ำเป็นปริมาณสำรองเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นการบริจาคเลือดซึ่งนำเลือดออกมาประมาณ 350-450 มิลลิลิตร จึงเป็นการนำเลือดสำรองออกมาโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะไขกระดูกจะสร้างเลือดขึ้นมาทดแทนปริมาณที่ถูกถ่ายเทออกไป ทำให้เกิดประโยชน์โดยทางอ้อมคือ…

  • ร่างกายได้เม็ดเลือดใหม่  ซึ่งแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่ เม็ดเลือดขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดซ่อมแซมรอยฉีกขาดในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น       
  • กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้กับไขกระดูกได้ทำงานดีขึ้น             
  • ได้ตรวจสุขภาพทางอ้อม  เพราะเมื่อมีการได้รับเลือดแล้ว ทางสภากาชาดจะต้องตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ตรวจหาภาวะติดเชื้อต่างๆ เท่ากับผู้บริจาคได้รู้ภาวะสุขภาพของตนเองในขณะนั้นด้วย
  • ลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การวิจัยในประเทศฟินแลนด์พบว่า การบริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในเพศชายได้ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ เพราะโรคนี้มีความสัมพันธ์กับปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกาย หากมีสะสมมาก โอกาสเสี่ยงย่อมสูง เนื่องจากธาตุเหล็กส่งผลให้ไขมันทำปฏิกิริยาออกซิเจนจนหลอดเลือดตีบและกลายเป็นอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน….

+

โลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก

เมื่อร่างกายต้องสูญเสียโลหิตในปริมาณมาก เช่น ผ่าตัดใหญ่ คลอดบุตร ได้รับอุบัติเหตุที่ต้องเสียเลือดมาก สตรีมีประจำเดือนที่มากผิดปกติ (ปกติประมาณ 60-80 มิลลิลิตร/เดือน) รวมไปถึงการปริจาคโลหิต (ครั้งละ 350-450 ม.ล.) แผลในกระเพาะอาหารที่มีโลหิตออก ริดสีดวงทวารที่มีโลหิตออกเรื้อรัง หรือมีพยาธิปากขอในลำไส้ เป็นต้น ในภาวะเหล่านี้ร่างกายจะสูญเสียธาตุเหล็กมากกว่าปกติ ถ้าไม่ได้รับการป้องกันและแก้ไขการเกิดภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียธาตุเหล็กได้ค่ะ..

ธาตุเหล็กสำคัญต่อการสร้างโลหิต

โภชนาการของคุณในวันนี้อาจจะไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอที่จะเป็นผู้บริจาคโลหิตที่มีคุณภาพได้ เพราะคุณอาจได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ ควรสำรวจดูว่าคุณได้ปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ที่จะเป็นผู้บริจาคโลหิตในระยะยาวได้หรือไม่ โดยไม่มีปัญหาเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก และโลหิตจางเสียก่อน และปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะดี ร้อยละ 70 ของธาตุเหล็กในร่างกายอยู่ในเม็ดโลหิตแดง ที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน ซึ่งมีอายุประมาณ 120 วัน ก็จะสลายไป ส่วนธาตุเหล็กที่ออกมาจากเม็ดโลหิตแดงจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเก็บสะสมไว้ภายในร่างกายถึงร้อยละ 97

อาหารที่มีธาตุเหล็ก

อาหารที่มีธาตุเหล็กมากได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ หัวใจ ไข่แดง ถั่ว ส่วนที่มีธาตุเหล็กน้อยได้แก่ นม เหล็กในอาหาร ประเภทเนื้อสัตว์ถูกดูดซึมได้ดีกว่าเหล็กในอาหารประเภทพืชผัก
ในนมมีเหล็กน้อยและมีสารพวกฟอสเฟตทำให้ดูดซึมเหล็กได้น้อยเหล็กที่มีในอาหารถูกดูดซึมได้ไม่มาก ดังนั้นจึงควรมีธาตุเหล็กในอาหารประมาณวันละ 10 – 15 มิลลิกรัมสำหรับผู้ใหญ่ปกติ แม้ว่าร่างกายจะต้องการเพียงวันละ 1 – 2 มิลลิกรัม

โดยปกติร่างกายได้รับธาตุเหล็กทางเดียวเท่านั้นคือ จากอาหารที่เรารับประทาน โดยลำไส้จะดูดซึมธาตุเหล็กได้ประมาณ 1 และ 1.5 มิลลิกรัม ในผู้ชายและผู้หญิง ตามลำดับ และจะดูดซึมได้เพิ่มขึ้นในภาวะร่ากายขาดธาตุเหล็ก แต่จะไม่เกิน 3-4 มิลลิกรัม/กรัม

ยาธาตุเหล็กสำหรับผู้บริจาคโลหิต

      จากการศึกษาในผู้บริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ไม่สามารถบริจาคได้ ทั้งๆ ที่อยากบริจาคและดูแข็งแรงดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีภาวะโลหิตจาง หรือความเข้มข้นของโลหิตไม่เพียงพอ เมื่อเจาะโลหิต 1 หยดที่ปลายนิ้ว และหยดลงไปในน้ำยาสีฟ้าซึ่งเป็นน้ำยาตรวจความเข้มข้นของโลหิต หยดโลหิตนั้นจะลอยอยู่หรืออาจจมลงช้าๆ ซึ่งหมายความว่าความเข้มข้นของโลหิตน้อยกว่า 12 กรัม/ด.ล. ในผู้หญิง หรือน้อยกว่า 13 กรัม/ด.ล. ในผู้ชาย ถ้าความเข้มของโลหิตเพียงพอ หยดโลหิตจะจมไปทันทีค่ะ

       เมื่อเราบริจาคโลหิต ทางศูนย์บริจาคโลหิต จะจัดยาเม็ดธาตุเหล็ก “เฟอรัสซัลแฟต” ให้กับผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน ผู้หญิงรับประทาน 30 วัน วันละ 1 เม็ด ผู้ชายรับประมาณ 15 วัน วันละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็น ซึ่งการรับประทานยานี้จะทำให้อุจจาระสีดำ เพราะธาตุเหล็กส่วนใหญ่ไม่ถูดดูดซึมและทำปฏิกริยากับก๊าซออกซิเจนและกรดในกระเพาะอาหารและลำไส้ ดังนั้นจึงควรรับประทานยาที่ทางศูนย์ฯมอบให้ค่ะ

       การบริจาคโลหิต สามารถบริจาคโลหิตได้ทุก 3 เดือน ตลอดไปจนถึงอายุ 60 ปี น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป การบริจาคโลหิต ไม่ได้ทำให้คุณมีภาวะโลหิตจาง โลหิตของคุณจะมีความเข้มข้นเพียงพอทุกครั้งที่ไปบริจาคโลหิต ระบบโลหิตในร่างกายมีโลหิตใหม่ที่มีคุณภาพหมุนเวียนทดแทนโลหิตเก่าที่ออกไป ส่งผลให้เป็นผู้มีผิวพรรณสดใส ไม่อ่อนเพลีย มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ..

       ไม่ต้องกลัวเข็มนะคะ…ถึงแม้เข็มจะอันใหญ่ไปหน่อย เพื่อให้โลหิตไหลออกมาดีตลอดการบริจาค การทนเจ็บเพียงนิดเดียว ก็สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ต้องการโลหิตของเรา และการบริจาคโลหิตยังช่วยให้ร่างกายลดภาวะการณ์สะสมธาตุเหล็ก ซึ่งเท่ากับลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงด้วยนั่นเอง การบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยตนเองค่ะ…

"I’m..and I save lives" 

 "ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร..การบริจาคโลหิตช่วยชีวิตผู้อื่นได้"

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s