กิเลศ อยากอ่านหนังสืออีกแล้วค่ะ

คุณดำรงค์  วงษ์โชติปิ่นทอง

 

พัฒนาจิตใจและปัญญา

ในการทำงานและดำรงชีวิต


สี่พี่น้องตระกูล เกา

คนโง่
คนฉลาด
คนใจบริสุทธิ์
คนเจ้าปัญญา

ทั้งสี่คนนี้ มีทัศนคติ
และพฤติกรรม ต่างกัน

คนโง่
มักสร้างแต่ปัญหา
ไม่ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต
ไม่มีความรู้
จึงสร้างความสุขในระยะสั้น
แต่จะก่อเกิดความทุกข์ในระยะยาว

คนฉลาด
มีความรู้ใช้ความคิดก่อนที่จะลงมือทำ
มักบริโภคแต่สิ่งดีๆ เหลือกากที่ไม่ดีแล้วทิ้งไป
คนฉลาดใช้ชีวิตได้ดี พัฒนาตัวเองตลอดเวลา
แต่บางครั้งก็อาจไม่มีความสุข
เพราะยึดติดกับความถูกต้อง
จึงต้องใช้ชีวิตด้วยความอึดอัด
และไม่เกิดความสุขในจิตใจ
แม้ในบั้นปลายของชีวิต

คนใจบริสุทธิ์
ใช้ชีวิตด้วยใจรักความดี
จิตใจดีงาม  จิตใจบริสุทธิ์
เปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
จนบางครั้งต้องพบกับความเดือดร้อนเอง
เป็นที่พึ่งพาของผู้อื่นในยามยาก
มักสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่นได้
ส่วนความทุกข์ของตัวเองมักเก็บไว้ในใจคนเดียว
ชีวิตมีความสุข และทุกข์ปนกันไป
ขึ้นอยูกับสถานการณ์พาไป
ไม่ได้ใช้จิตใจที่ดีก่อให้เกิดสุขแก่ตัวเอง

คนเจ้าปัญญา
ใช้ชีวิตด้วยการรู้จักตนเอง
รู้จักโลก  รู้จักความไม่จีรังของชีวิต
ทุกสิ่งย่อมมีเกิด และมีดับไปตามกาลเวลา
รู้จักความสุขและความทุกข์
ที่จะวนเวียนสลับกันเข้ามา
เข้าใจเหตุ และผลของคนอื่น
เข้าใจหลักธรรมะอย่างแท้จริง
ซึ่งนำมาของหลักการใช้ชีวิต
ทั้งแก่ตนเองและครอบครัว

**การเปรียบเทียบมุมมอง
และพฤติกรรมของมนุษย์
โดยได้ใช้ พี่น้องสี่คนที่มีรูปร่าง-
ลักษณะภายนอกเหมือนกัน
เพราะเป็นฝาแฝด สี่คน

ซึ่งเป็นตัวแทนความเหมือนกันของมนุษย์
ที่มีรูปร่างลักษณะภายนอกเหมือนกัน
พูดภาษาเดียวกัน แต่มีความคิดทัศนคติ
ที่แตกต่างกัน  ความรูสึกภายในจิตใจต่างกัน
และพฤติกรรม แตกต่างกัน

ไม่มีใครบอกได้ว่า พฤติกรรมของใครผิดหรือใครถูก
คนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้
เพียงแต่การกระทำ ของใคร
จะสร้างความสุขให้แก่ตัวเอง
และผู้อื่นได้มากน้อยเพียงใด

การใช้ชีวิตของบางคน
สามารถทำให้เกิดความสุขเพียงชั่วคราว
แต่เกิดความทุกข์ถาวร
การกระทำของบางคน
สร้างความสุขให้กับผู้ใกล้ชิด
การกระทำของบางคนใชัปัญญา
ในการดำเนินชีวิต
จึงเกิดความสุขได้ในทุกกรณี

มนุษย์ทั้งหลาย ล้วนมีมุมมอง
และทัศนคติที่แตกต่างกัน
มนุษย์ทุกคน ต่างมีความคิดของตัวเอง
และมนุษย์ส่วนใหญ่ มักคิดว่า
ตัวเองถูกเสมอ นั่นคือมุมมองของตัวเอง

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

นิ้วมือแต่ละนิ้ว ยังสั้นยาวไม่เท่ากัน ฉันใด

ฉันนั้น มนุษย์เราก็ย่อมมีความแตกต่างกัน

**แนวคิดการดำเนินชีวิตและบริหารจิตใจ
เพื่อการเรียนรู้ ชีวิต และทัศนคติ
ความคิดแง่บวกและลบของมนุษย์
เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีตัวตน
ซึ่งคิดว่าตนเองถูกเสมอ
จึงมีตัวอย่างคนทั้งสี่ประเภททีมี
ความประพฤติที่แตกต่างกัน แม้ในเรื่องเดียวกัน

เหมาะสำหรับ

นักศึกษา คนทำงาน นักธุรกิจ และ ผู้บริหาร
รวมทั้ง ผู้ที่กำลังค้นหา ความสุขของชีวิต
และ การใช้ปัญญา ในการดำเนินชีวิต
ไม่ลุ่มหลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไป
ดำเนินชีวิตตามหลักสัจธรรม

เดินทางสายกลาง

จากหนังสือ

เกามนุษย์

โดย คุณดำรงค์  วงษ์โชติปิ่นทอง

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

คำถวายพระพรชัยมงคล ภูมิพลมหาราชา

คำถวายพระพรชัยมงคล ภูมิพลมหาราชา

คำถวายพระพรชัยมงคล ภูมิพลมหาราชา

"ภูมิพะละมะหาราชะวะรัสสะ  ชะยะมังคะละวะระทานะคาถา"

ภูมิพะโล มะหาราชา   ภูปาโล ทะสะธัมมิโก
เท์ว หิ วัสสะสะหัสสานิ  ปัญจัสสะตาธิกานิปิ
ปัญญาสะ อุตตะราเนวะ  ยัส์มิง โหนติ สุมังคะเล
ตัส์มิง สังวัจฉะเร ภัทเท  โส อะสีต์ยายุวัฑฒะโก
ชินัสสะ สาสะเน สัทโธ  ปะสันโน พุทธะมามะโก
ยะตีนัง สีละธารีนัง   โสปัตถัมภะทะโท สะมัง
อะยัง ภัททะมะหาราชา  วิทู รัฏฐะปะสาสะเน
เขมัญจะ สัมปะวัตเตติ   โสตถิญจะ รัฏฐะวาสินัง
เสฏโฐ เสฏฐันทะโท ราชา  ทะทะมาโน อะภิกขะณัง
ยัตถะ อันธะตะมัง โหติ  ทีปะโท วิยะ จักขุโท
ตัตถะ ทัยยานะ ปัชโชโต  สะมุปปาเทติ ผาสุกัง
ตัส์มา เสฏโฐ มะหาราชา  ทัยยินโท ธัมมะขัตติโย
ภิยโยโส ทัยยะวาสีนัง   จิรัง โหติ อะติปปิโย
ระตะนัตตะยานุภาเวนะ  กะตะปุญญานะ เตชะสา
ทีฆายุโก มะหาราชา   วัณณะวา จะ สุเขธิโต
พะลูเปโต อะนีโฆ จะ   อะโรโค โหตุ นิพภะโย
สัพเพ เทวานุโมทันตุ   เตชะวันโต ยะสัสสิโน
อะภิปาเลนตุ รักขันตุ   อิมัง ภูมิพะลัง สะทาติฯ

พระราชวิสุทธิดิลก (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.9)    … ตรวจแก้
วุฒินันท์ กันทะเตียน ป.ธ.9     … แต่ง

คำอ่าน    
เท์ว  อ่านว่า ทะ-เว   (ออกเสียง ทะ  เร็วกว่าปกติ)  
ยัส์มิง  อ่านว่า ยัด-สะ-หมิง,  ตัส์มิง อ่านว่า ตัด-สะ-หมิง (ออกเสียง สะ เร็วกว่าปกติ)
อสีต์ยายุวัฑฒะโก  อ่านว่า  อะ-สี-ตะ-ยา-ยุ-วัด-ทะ-โก (ออกเสียง ตะ เร็วกว่าปกติ)
(แปลว่า เจริญพระชนมพรรษา แปดสิบพรรษา)

Posted in Uncategorized | Leave a comment

พุทธคุณ พาหุง มหากา

พุทธคุณ พาหุง มหากา

จากคำสอนหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

หลวงพ่อจรัญ " พระพุทธคุณ อาตมาสังเกตมาว่า บางคนเขาไปหาหมอดูเคราะห์ร้ายก็ต้องสะเดาะเคราะห์
อาตมาก็มาดูเหตุการณ์โชคลางไม่ดีก็เป็นความจริงของหมอดู อาตมาก็ตั้งตำราขึ้นมาด้วยสติ
บอกว่าโยมไปสวดพุทธคุณเท่าอายุให้เกินกว่า ๑ ให้ได้ เพื่อให้สติดี แล้วสวด "พาหุงมหากา" หายเลย
สติก็ดีขึ้นเท่าที่ใช้ได้ผลสวดตั้งแต่ นะโม พุทธัง ธัมมัง สังฆัง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา
จบแล้วย้อนกลับมาข้างต้น เอาพุทธคุณห้องเดียว ห้องละ ๑ จบ ต่อ ๑ อายุ อายุ ๔๐ สวด ๔๑ ก็ได้ผล "



<<เริ่มสวด>>

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

๑. พุทธคุณ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ

๒. ธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ

๓. สังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

๔. พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ)

๑. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๒. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๓. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๔. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๕. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๖. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๗. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๘. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน – เม แปลว่าข้าพเจ้า)

๕. มหาการุณิโก

มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา
ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง
นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ
พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง
สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ
จารีสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง
มโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัดเถ ปะทักขิเณฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน – เม แปลว่าข้าพเจ้า)

กราบ ๓ ครั้ง เสร็จแล้วสวดเฉพาะพุทธคุณ ดังต่อไปนี้

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชา จาระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัม มะสาระถิ สัตถาเทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

ให้สวดพุทธคุณเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๒๘ ปี ให้สวด ๒๙ จบ
เมื่อสวดพุทธคุณครบตามจำนวนจบที่ต้องการแล้ว จึงตั้งจิตแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลดังนี้

คาถาแผ่เมตตาตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด

แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ

บทกรวดน้ำ (อุทิศส่วนกุศล)
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
– ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
– ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
– ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แด่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
– ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลาย ขอให้เทวดาทั้งหลายจงมีความสุข
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
– ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
– ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา
– ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

<<จบบทสวด>>


คำแปล "พาหุงมหากา" หรือ "พุทธชัยมงคลคาถา" มีอยู่ ๘ บท และมีความมุ่งหมายแตกต่างกันทั้งแปดบท กล่าวคือ

บทที่ ๑ สำหรับเอาชนะศัตรูหมู่มาก เช่น ในการสู้รบ
บทที่ ๒ สำหรับเอาชนะใจคนที่กระด้างกระเดื่องเป็นปฏิปักษ์
บทที่ ๓ สำหรับเอาชนะสัตว์ร้ายหรือคู่ต่อสู้
บทที่ ๔ สำหรับเอาชนะโจร
บทที่ ๕ สำหรับเอาชนะการแกล้ง ใส่ร้ายกล่าวโทษหรือคดีความ
บทที่ ๖ สำหรับเอาชนะการโต้ตอบ
บทที่ ๗ สำหรับเอาชนะเล่ห์เหลี่ยมกุศโลบาย
บทที่ ๘ สำหรับเอาชนะทิฏฐิมานะของคน

เราจะเห็นได้ว่า ของดีวิเศษอยู่ในนี้ และถ้าพูดถึงการที่จะเอาชนะหรือการแสวงหาความมีชัย ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร
นอกเหนือไปจาก ๘ ประการที่กล่าวข้างต้น
ก่อนที่จะนำเอาตัวคาถาบทสวดมนต์และคำแปลมาไว้ให้จำจะต้องทำความเข้าใจคำอธิบายบทต่างๆ
ไว้พอสมควรก่อน เพราะความในคาถาเองเข้าใจยาก ถึงจะแปลออกมาก็ยังเข้าใจยากอยู่นั่นเอง เมื่อเราไม่เข้าใจ
เราอาจจะไม่เกิดความเลื่อมใส จึงควรจะหาทางทำความเข้าใจกันให้แจ่มแจ้งไว้ก่อน

ในบทที่ ๑. เป็นเรื่องผจญมาร ซึ่งมีเรื่องว่าพระยามารยกพลใหญ่หลวงมา พระพุทธเจ้าก็ทรงสามารถเอาชนะได้
จึงถือเป็นบทสำหรับเอาชนะศัตรูหมู่มาก เช่น ในการสู้รบ
คำแปล- พระยามารผู้นิรมิตแขนได้ตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้างชื่อ ครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องมา
องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะมารได้ ด้วยทานบารมีด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๒. เรื่องเล่าว่า มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่ออาฬะวกะ เป็นผู้มีจิตกระด้างและมีกำลังยิ่งกว่าพระยามาร
พยายามมาใช้กำลังทำร้ายพระองค์อยู่จนตลอดรุ่ง ก็ทรงทรมานยักษ์ตนนี้ให้พ่ายแพ้ไปได้
จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะปฏิปักษ์หรือคู่ต่อสู้
คำแปล- อาฬะวกะยักษ์ผู้มีจิตกระด้าง ปราศจากความยับยั้ง มีฤทธิ์ใหญ่ยิ่งกว่าพระยามาร
เข้ามาประทุษร้ายอยู่ตลอดรุ่ง องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยขันติบารมี ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๓. มีเรื่องว่าเมื่อพระเทวทัตทรยศต่อพระพุทธเจ้า ได้จัดการให้คนปล่อยช้างสาร ที่กำลังตกมันชื่อนาฬาคีรี
เพื่อมาทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่เมื่อช้างมาถึงก็ไม่ทำร้าย จึงถือเป็นบทที่เอาชนะสัตว์ร้าย
คำแปล- ช้างตัวประเสริฐ ชื่อนาฬาคีรี เป็นช้างเมามัน โหดร้ายเหมือนไฟไหม้ป่า มีกำลังเหมือนจักราวุธ และสายฟ้า
องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยพระเมตตาบารมีด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๔. เป็นเรื่องขององคุลีมาล ซึ่งเรารู้กันแพร่หลาย คือ องคุลีมาลนั้นอาจารย์บอกไว้ว่า
ถ้าฆ่าคนและตัดนิ้วมือมาร้อยเป็นสร้อยคอ ให้ได้ครบพัน ก็จะมีฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่
องคุลีมาลฆ่าคนและตัดนิ้วมือได้ ๙๙๙ เหลืออีกนิ้วเดียวจะครบพัน ก็มาพบพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงสามารถเอาชนะถึงกับองคุลีมาลเลิกเป็นโจรและยอมเข้ามาบวช กลายเป็นสาวกองค์สำคัญองค์หนึ่ง
จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะโจรผู้ร้าย
คำแปล- โจร ชื่อ องคุลีมาล มีฝีมือเก่งกล้า ถือดาบเงื้อวิ่งไล่พระองค์ไปตลอดทาง ๓ โยชน์
องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยการกระทำปาฏิหาริย์ ด้วยเดชะอันนี้ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๕. หญิงคนหนึ่งมีนามว่า จิญจมาณวิกา ใส่ร้ายพระพุทธเจ้า โดยเอาไม้กลมๆ
ใส่เข้าที่ท้องแล้วก็ไปเที่ยวป่าวข่าวให้เล่าลือว่าตั้งครรภ์กับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะ ให้ความจริงปรากฏแก่คนทั้งหลายว่าเป็นเรื่องกล่าวร้ายใส่โทษพระองค์โดยแท้
จึงถือเป็นบทที่เอาชนะคดีความหรือการกล่าวร้ายใส่โทษ
คำแปล- นางจิญจมาณวิกาใช้ไม้มีสัณฐานกลมใส่ที่ท้อง ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์ เพื่อกล่าวร้ายพระพุทธเจ้า
องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยวิธีสงบ ระงับพระทัยในท่ามกลางหมู่คน ด้วยเดชะอันนี้ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๖. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะสัจจะกะนิครนถ์ ซึ่งเป็นคนเจ้าโวหาร เข้ามาโต้ตอบกับพระพุทธเจ้า
จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะในการโต้ตอบ
คำแปล- สัจจะกะนิครนถ์ ผู้มีนิสัยละทิ้งความสัตย์ใฝ่ใจจะยกย่องถ้อยคำของตนให้สูงประหนึ่งว่ายกธงเป็นผู้มืดมัวเมา
องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยรู้นิสัยแล้วตรัสเทศนาด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๗. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ให้พระโมคคัลลาน์ อัครมหาสาวกไปต่อสู้เอาชนะพระยานาคชื่อ นันโทปนันทะ
ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมในการต่อสู้มากหลาย จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะเล่ห์เหลี่ยมกุศโลบาย
คำแปล- องค์พระจอมมุนี ได้โปรดให้พระโมคคัลลาน์เถระ นิรมิตกายเป็นนาคราช ไปทรมานพระยานาคชื่อ
นันโทปนันทะ ผู้มีฤทธิ์มากให้พ่ายแพ้ด้วยวิธีอันเป็นอุปเท่ห์แห่งฤทธิ์ ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๘. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะ ผกาพรหม ผู้มีทิฏฐิแรงกล้าสำคัญว่าตนเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุด แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงสามารถทำให้ผกาพรหมยอมละทิ้งทิฏฐิมานะ และยอมว่าพระพุทธเจ้าสูงกว่า
จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะทิฏฐิมานะของตน
คำแปล- พรหม ผู้มีนามว่า ท้าวผกา มีฤทธิ์และสำคัญตน ว่าเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์
มีทิฏฐิที่ถือผิดรัดรึงอยู่อย่างแน่นแฟ้น องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ด้วยวิธีเทศนาญาณ ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

คำแปล มหาการุณิโก

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงบำเพ็ญพระบารมีทั้งปวง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด ด้วยการกล่าวสัจจวาจานี้ ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข้าพเจ้า

ขอข้าพเจ้าจงมีชัยชนะในชัยมงคลพิธี ดุจพระจอมมุนีผู้ยังความปีติยินดีให้เพิ่มพูนแก่ชาวศากยะ ทรงมีชัยชนะมาร ณ โคนต้นมหาโพธิ์ทรงถึงความเป็นเลิศยอดเยี่ยม ทรงปีติปราโมทย์อยู่เหนืออชิตบัลลังก์อันไม่รู้พ่าย ณ โปกขรปฐพี อันเป็นที่อภิเษกของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ฉะนั้นเถิด เวลาที่กำหนดไว้ดี งานมงคลดี รุ่งแจ้งดี ความพยายามดี ชั่วขณะหนึ่งดี ชั่วครู่หนึ่งดี การบูชาดี แด่พระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ กายกรรมอันเป็นกุศล วจีกรรมอันเป็นกุศล มโนกรรมอันเป็นกุศล ความปรารถนาดีอันเป็นกุศล ผู้ได้ประพฤติกรรมอันเป็นกุศล ย่อมประสบความสุขโชคดี เทอญ

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ

—————————————————————————————————————–

ที่มาและอานิสงส์ของบทสวดมนต์ ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหาการุณิโก
ที่มาของบทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา อาตมาได้ตำราเก่าแก่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นใบลานทองคำจารึกของสมเด็จพระพนรัตน์
วัดป่าแก้ว ปัจจุบันเรียกว่า วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา ได้รจนาถวายพระพรชัยมงคลคาถาแก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระพนรัตน์เป็นอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อานิสงส์ของบทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหากา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่เคยแพ้ทัพ
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ไม่เคยแพ้ทัพ พระชัยหลังช้างของ ร.๑ นั้นมาจากบทพาหุง มหากา
ผู้ใดสวดมนต์ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหากา เป็นประจำทุกๆ วันแล้ว มีแต่ชัยชนะทุกประการ
เรียนหนังสือก็เกิดปัญญา มีแต่ความเก่งกล้าสามารถ ผู้ใดสวดทุกเช้า ค่ำ คิดสิ่งใดที่ดีเป็นมงคล
จะสมความปรารถนาทุกประการ

เมื่ออาตมา(หลวงพ่อจรัญ)ได้พบกับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว

คืนวันหนึ่งอาตมานอนหลับแล้ว ฝันไปว่า อาตมาได้เดินไปในสถานที่แห่งหนึ่งได้พบกับพระสงฆ์รูปหนึ่งครองจีวรคร่ำ
สมณสารูปเรียบร้อยน่าเลื่อมใส อาตมาเห็นว่าเป็นพระอาวุโสผู้รัตตัญญูจึงน้อมนมัสการท่าน
ท่านหยุดยืนตรงหน้าอาตมาแล้วกล่าวกับอาตมาว่า
"ฉันคือสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา ฉันต้องการให้เธอได้ไปที่วัดใหญ่ชัยมงคล เพื่อดูจารึกที่ฉันได้จารึกถวายพระเกียรติแก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้เป็นเจ้า เนื่องในวาระที่สร้างพระเจดีย์ฉลองชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งพม่าและประกาศความเป็นอิสระของประเทศไทย
จากหงสาวดีเป็นครั้งแรก เธอไปดูไว้แล้วจดจำมาเผยแพร่ออกไป ถึงเวลาที่เธอจะได้รับรู้แล้ว"
ในฝันอาตมารับปากท่าน ท่านก็บอกตำแหน่งให้แล้วก็ตกใจตื่นนอนใกล้รุ่ง อาตมาก็ทบทวนความฝันก็นึกอยู่ในใจว่าเราเองนั้นกำหนดจิตด้วยพระกรรมฐานมีสติอยู่เสมอเรื่องฝันฟุ้งซ่านก็เป็นไม่ม
ี อาตมาก็ได้ข่าวในวันนั้นแหละว่า ทางกรมศิลปากรทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ใหญ่ในวัดใหญ่ชัยมงคล
และจะทำการบรรจุบัวยอดพระเจดีย์ อันเป็นนิมิตหมายการสิ้นสุดการบูรณะ และจะรื้อนั่งร้านทั้งหมดออกเสร็จสิ้น
อาตมาจึงได้ขอร้อง ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร ให้เลื่อนการปิดยอดบัวไปอีกวันหนึ่งเพื่อที่อาตมาจะได้นำพระซุ้มเสมาชัย
ซุ้มเสมาขอ ที่อาตมาได้สร้างขึ้นตามแบบดั้งเดิมที่พบในเจดีย์ใหญ่ใกล้กับวัดอัมพวัน ซึ่งพังลงน้ำ
ที่ก๋งเหล็งเป็นคนรวบรวมเอาให้อาตมาตั้งแต่เมื่อเริ่มมาพัฒนาวัดใหม่ๆ แต่แตกหักผุพังทั้งนั้น หลายสิบปี๊บ
อาตมาได้ป่นเอามาผสมสร้างเป็นองค์พระใหม่ ไปร่วมบรรจุไว้ที่ยอดพระเจดีย์บ้าง

วันนั้นอาตมาเดินทางไปถึงก็ได้เดินขึ้นไปบนเจดีย์ตอนที่สุดบันไดแล้ว มองเห็นโพรงที่ทางเขาทำไว้สำหรับลงไปด้านล่าง
มีร้านไม้พอไต่ลงไปภายใน ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าลงไปคราวนี้ ถ้าพลาดตกลงไปจากนั่งร้านม้าก็ยอมตาย
คนที่ร่วมเดินทางมาเขามัวแต่ไปบนลานชั้นบน อาตมาก็ดิ่งลงไปชั้นล่าง มีไฟฉายดวงหนึ่ง เวลานั้นประมาณ ๐๙.๐๐ น.
อาตมาลงไปภายในแล้วก็พบนิมิตดังที่สมเด็จพระพนรัตน์ได้บอกไว้จริงๆ
อาตมาจึงได้พบว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วท่านได้จารึกถวายพระพร
ก็คือบทสวดที่เรียกว่า "พาหุงมหาการุณิโก" ท้ายของนิมิตนั้นระบุว่า "เราสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วศรีอโยธเยศ
คือผู้จารึกนิมิตรจนาเอาไว้ถวายพระพรแด่มหาบพิตรเจ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช"
พาหุงมหากาก็คือบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วก็พรพาหุงอันเริ่มด้วย
"พาหุงสหัสไปจนถึงทุคคาหทิฏฐิ แล้วเรื่อยไปจนถึงมหาการุณิโกนาโถหิตายะ
และจบลงด้วยภาวะตุ สัพพะมังคะลัง สัพพะพุทธา สัพพะธัมมา สัพพะสังฆา นุภาเวนะสะทาโสตถี ภะวันตุเต"
อาตมา เรียกรวมกันว่าพาหุงมหากา
อาตมาจึงเข้าใจในบัดนั้นเองว่า บทพาหุงนี้คือบทสวดมนต์ที่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วได้ถวายให้พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ไว้สวดเป็นประจำเวลาอยู่กับพระมหาราชวังและในระหว่างศึกสงคราม
จึงปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้าทรงรบ ณ ที่ใด ทรงมีชัยชนะอยู่ตลอดมามิได้ทรงเพลี่ยงพล้ำเลยแม้จะเพียงลำพังสองพระองค์กับสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า
ท่ามกลางกองทัพพม่าจำนวนนับแสนคนก็ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพพม่าด้วยการกระทำยุทธหัตถี
มีชัยเหนือพระมหาอุปราชาที่ดอนเจดีย์ปูชนียสถานแม้ข้าศึกจะยิงปืนไฟเข้าใส่พระองค์ในตอนที่เข้ากัน
พระศพของพระมหาอุปราชาออกไปราวกับห่าฝนก็มิปานแต่ก็มิได้ต้องพระองค์ ด้วยเดชะพาหุงมหากาที่ทรงเจริญอยู่เป็นประจำนั่นเอง

อาตมาพบนิมิตแล้วก็ไต่ขึ้นมา ด้วยความสบายใจถึงปากปล่องที่ลงไปเกือบสามชั่วโมง เนื้อตัวมีแต่หยากไย่ เดินลงมาแม่ชีเห็นเข้ายังร้องว่า หลวงพ่อเข้าไปในโพรงนั่นมาหรือ แต่อาตมาไม่ตอบ
ตั้งแต่นั้นมา อาตมาจึงสอนการสวดพาหุงมหากาให้แก่ญาติโยมเป็นต้นมา เพราะอะไร เพราะพาหุงมหากานั้นเป็นบทสวดมนต์ที่มีค่าที่สุด มีผลดีที่สุด เพราะเป็นชัยชนะอย่างสูงสุดของพระบรมศาสดา
จากพญาวัสวดีมาร จากอาฬาวกะยักษ์ จากช้างนาฬาคิรี จากองคุลีมาล จากนางจิญมาณวิกา จากสัจจะกะนิครนถ์ จากพญานันโทปนันทนาคราช และท่านท้าวผกาพรหม เป็นชัยชนะที่พระพุทธองค์ทรงได้มาด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ และด้วยอำนาจแห่งบารมีธรรมโดยแท้ ผู้ใดได้สวดไว้ประจำทุกวันจะมีชัยชนะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน
มีสติระลึกได้ จะตายก็ไปสู่สุคติภูมิ ขอให้ญาติโยมสวดพาหุงมหากากันให้ทั่วหน้า นอกจากจะคุ้มตัวแล้ว
ยังคุ้มครอบครัวได้ สวดมากๆ เข้า สวดกันทั้งประเทศก็ทำให้ประเทศมีแต่ความรุ่งเรือง พวกคนพาลสันดานหยาบก็แพ้ภัยไปอย่างถ้วนหน้า

ไม่ใช่แต่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้น
ที่พบความมหัศจรรย์ของบทพาหุงมหากา แม้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงพบเช่นกัน
โดยมีบันทึกโบราณบอกไว้ว่าดังนี้
"เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชตีเมืองจันทบุรีได้แล้วก็ทรงเห็นว่าสงครามกู้ชาติต่อจากนี้ไปจะต้องหนักหนา
และยืดยาวจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระยอดธงแบบศรีอยุธยาขึ้นแล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลายมาสวดบทพาหุง มหากาบรรจุไว้ในองค์พระและพระองค์ก็ทรงเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ด้วยการเจริญพาหุงมหากาจึงบันดาลให้ทรงกู้ชาติสำเร็จ"
สวดพาหุงมหากากันให้ได้ทุกบ้าน สวดให้ได้มากๆ จะมีแต่ความรุ่งเรือง สวดพาหุงมหากาก่อนแล้วจึงสวดชินบัญชร
เพราะชินบัญชรนั้นเจ้าประคุณสมเด็จท่านได้สวดบูชาพระอรหันต์ของท่าน ต้องสวดพาหุงมหากาก่อนแล้วจึงมาถึงชินบัญชรให้จดจำกันเอาไว้ นั่นแหละมงคลในชีวิต
อันที่จริงถ้าเราทำบุญ เราจะได้ยินพระสวดคาถา "พาหุงมหากา" หรือ "พุทธชัยมงคลคาถา" ให้เราฟังทุกครั้ง
บางทีเราจะเคยได้ยินพระสวดเจนหูเกินไปจนไม่นึกว่ามีความสำคัญ แท้จริงแล้วคาถาดังกล่าวนี้ มีของดีอยู่ในตัวให้เราใช้มากทุกบททุกตอน เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า อ้างอานุภาพของพระพุทธเจ้าเพื่อนำชัยมงคลมาให้แก่เรา ทุกตอนลงท้ายว่า "ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ"
เวลาพระสวดให้เรา ท่านต้องใช้คำว่า "เต" ซึ่งแปลว่า "แก่ท่าน" แต่ถ้าเราจะเอามาสวดหรือภาวนาของเราเอง
เพื่อให้ชัยชนะเกิดแก่ตัวเราเอง เราก็จะต้องใช้ว่า "เม" ซึ่งแปลว่า "แก่ข้า" คือสวดว่า "ตันเตชะสา ภะวะตุเม
ชะยะมังคะลานิ"

Posted in Uncategorized | Leave a comment

วิธีการรักษามะเร็ง แบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้

วิธีการรักษามะเร็ง แบบธรรมชาติง่ายๆ  4 ข้อ ดังนี้
1.   จิตใจ  ต้องสู้
2.   อาหาร งดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่
  2.1 ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่  ข้าวกล้อง, ข้าวม้ง, ข้าวบาเล่ย์, ข้าวสาลี, และลูกเดือย
 นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า
 2.2  ผักผล! ไม้ 10 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่,  มันฝรั่ง, หรือมันเทศ, กล้วยน้ำว้า สุก (8    
  ลูก/วัน), ฟักทอง, ข้าวโพดหวาน, ยอดแค, ถั่วพู  (2 ชนิดนี้ห้ามขาด), บลอคโคลี่
 หรือกะหล่ำ  ดอก, ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้  5 ชนิดแรกใช้นึ่ ง) นำทั้ง 10
  ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก  เพื่อให้กระเพาะอาหาร  
  ทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก
1 กก./วันกับธัญพืช
3.    อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที  รวมเวลา 10 นาที 1ครั้ง/วัน
เตรียมน้ำร้อน  โดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็ง  แล้วอาบร้อนจัด
และเย็นจัด เท่าที่ร่างกายทนได้  ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก  จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่
อย่างแข็งขัน
4.   การออกกำลังกาย  เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/วัน ง่ายไหมครับ
ถ้าเพื่อนสนใจ สามารถเขียนจดหมายติดต่อ  ขอรับธัญพืชปลอดสารพิษจากไร่ อ.แม่สอด ตาม
สถานที่ข้างล่างนี้

‘ม! ูลนิธิวรรณ’เลขที่ 3/681 ประชานิเวศน์ ถ.เทศบาลนิมิตเหนือ ลาดยาว จตุจักร กทม.
– เบอร์โทรศัพท์มือถือ พ่อเลี้ยงวรรณ 02 1580658 / 086-7886222

Posted in Uncategorized | Leave a comment

copyมารอ อ่าน จร้า แต้งส์

หัวข้อสนทนา :  พุทธทำนาย (คำทำนายของพระพุทธเจ้า) 16 ข้อ

ในปัจจุบัน เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

เช่น ฝนแล้ง อันทำให้เพาะปลูกได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ปัญหาเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม

เช่น เด็กและเยาวชนแก่แดดขึ้น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยเพิ่มขึ้น ลูกขาดความกตัญญูและความเคารพยำเกรงต่อพ่อแม่
อลัชชีหรือพระทุศีลมีมากขึ้น ชายแก่ตกอยู่ในอำนาจเมียเด็ก หรือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
เช่น คนขาดความรู้ประสบการณ์ได้รับแต่งตั้ง
ให้ปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจรับสินบน ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

คนรวยยิ่งรวยเพราะมีช่องทาง และโอกาสเอาเปรียบคนจน เหมือนตุ่มใหญ่ที่คนตักน้ำไปใส่จนเต็มแล้วเต็มอีก แล้วปล่อยตุ่มเล็กให้ว่างเปล่า

พระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล
หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป

และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี เมื่อศาสนาเสื่อมลง
(กล่าวกันว่า อายุของพุทธศาสนาในกัลป์นี้ ยืนยาวเพียง 5,000 ปี หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)

พุทธทำนายนี้มีผู้ถอดความจากศิลาจารึก
เขตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย

ความว่า พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า “….เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล
สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดในยุคนั้น จ
ะพบกับความลำบากทุกชาติทุกศาสนา
และมีปรากฎเนื้อความใน อรรถกถาพระไตรปิฎก
มหาสุบินชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย

ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนเวียนไปใกล้ความแตกทำลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ
มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ

คนในสมัยนั้น(ปัจจุบัน) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่า
อำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ
ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง

บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย และคุณบิดามารดาเหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง
แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น…ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตเสื่อมลงมาก

เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม
เชื่อคำของคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมนิยม
คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติชอบ กลับไม่มีคนเคารพยำเกรง

ตัวอย่างเหล่านี้ ล้วนไม่พ้นคำพยากรณ์ที่ทรงตรัสคำทำนายแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลที่ทรงพระสุบินนิมิต(ฝัน)
อันใหญ่หลวง ถึง 16 ประการ อันเป็นพระสุบินที่แปลกประหลาด ว่า จะเกิดขึ้นในอนาคตของสมัยโน้น
ก็คือ สมัยนี้หรือปัจจุบันนั่นเอง

เมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น
อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์
(น่าจะหมายถึงพระศรีอาริยเมตตไตรย์)….
จะเสด็จมาเสริมสร้างพระศาสนา
ของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปอีก 5,000 พระวรรษา…
คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ
นับเป็นกรรมของสัตว์โลกที่ต้องสิ้นสุด
ไปตามกรรมชั่วของตน
ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ
ให้รักษาศีลห้าประการ เจริญเมตตากรุณา
ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ
ไม่หลงมัวเมาในอำนาจและลาภยศ
ตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง
จึงจะพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล

” นี่คือพุทธทำนายที่ทรงตรัสไว้ กว่า 2500 ปีล่วงมาแล้ว
ส่วนใครจะเชื่อ จะปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ก็คงเป็นไปตามกรรม ของแต่ละคนดังพระพุทธองค์ว่าไว้"

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

จากคุณ : PP – [31 ม.ค.53 19:54]

ความคิดเห็นทั้งหมด 9 ความคิดเห็น แสดงหน้าที่ 1/1
ความคิดเห็นที่  1 :

ความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล และคำทำนายของพระพุทธเจ้าทั้ง 16 ประการ ประกอบด้วย

1. ทรงฝันว่า มีโคตัวผู้สีเหมือนดอกอัญชัญ 4 ตัว
ต่างคิดจะชนกัน ก็พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวง
จาก 4 ทิศ ฝูงชนต่างรอดู โคทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามลั่น
แต่แล้วต่างก็ถอยออกไป ไม่ชนกัน

——พระ พุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า ในอนาคตในชั่วศาสนาของพระองค์

เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดที่เสื่อมลง มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ฝนฟ้าจักแล้ง ทุพภิกขภัยจักเกิดขึ้น คล้ายเมฆตั้งเค้าจะมีฝน มีเสียงคำรามกระหึ่ม แต่แล้วก็ไม่ตก กลับเลยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกันฉะนั้น

2. ทรงฝันว่า ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่ที่โตเพียงคืบบ้าง
ศอกบ้าง ก็ออกดอกออกผลแล้ว

—–พระ พุทธองค์ทรงทำนายว่า ต่อไปเมื่อโลกเสื่อม มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์ มีวัยยังไม่สมบูรณ์
ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย
และจะมีลูกแต่เด็กๆ เหมือนต้นไม้เล็กๆ แต่ก็มีผลแล้ว

3. ทรงฝันว่า ทรงเห็นแม่โคใหญ่ๆ
พากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิด

——ทรง ทำนายว่า ต่อไปในอนาคตการเคารพนบนอบผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย
คนเฒ่าคนแก่พ่อแม่เมื่อหมดที่พึ่งหาเลี้ยงตนไม่ได้
ก็ต้องง้อ ต้องประจบเด็กๆ
ดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโคฉะนั้น

4. ทรงฝันว่าผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่ ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้โครุ่นๆ ที่ยังปราศจากกำลังมาลาก เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ได้ มันก็สลัดแอกนั้นเสีย

—–ทรงทำนายว่า ในภายหน้าเมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่
ให้กับผู้มีสติปัญญา ความรู้ กลับไปมอบยศศักดิ์
ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด ด้อยประสบการณ์
ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆ ก็ไม่สำเร็จ
ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็แล่นไม่ได้ฉันใด
ก็ฉันนั้น

5. ทรงฝันว่าเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง
ฝูงชนก็เอาหญ้าไปป้อนที่ปากทั้งสองข้าง
มันก็กินทั้งสองข้าง

—–ทรง ทำนายว่า ในอนาคตเมื่อผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจไม่ดำรงอยู่ในธรรม ตั้งคนพาล หรือคนไม่มีศีลธรรม
ไว้ในตำแหน่งอันมีผลต่อผู้อื่น
คนเหล่านั้นก็จะไม่นึกถึงบาปบุญ คุณโทษ
แต่จะตัดสินคดีต่างๆ ตามแต่ใจชอบ
โดยเอาสินบนจากทั้งสองฝ่ายเป็นประมาณ
ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก

6. ทรงฝันว่าฝูงชนเอาถาดทองราคาแพง
ไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญ
ให้หมาจิ้งจอกตัวนั้น ถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น

—–ทรง ทำนายว่า ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะสิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำหรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโต
และคนมีตระกูลก็จะต้องยกลูกสาวให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น
เหมือนเอาถาดทองไปให้หมาปัสสาวะรด

7.ทรง ฝันว่า มีชายคนหนึ่งนั่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปในที่ใกล้เท้า แม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่ง นอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั้นนั่งอยู่
แล้วก็กัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว

—–ทรง ทำนายว่า ในกาลข้างหน้า ผู้หญิงจะเหลาะแหละ โลเล ลุ่มหลงในสุรา
เอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่ ประพฤติทุศีล
แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่สามีหาได้ด้วยความลำบากไปใช้
หรือให้ชายชู้
เหมือนนางหมาโซที่นอนใต้ตั่ง คอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่น และหย่อนลงไว้ใกล้เท้า

จากคุณ : PP – [31 ม.ค.53 20:00]

ความคิดเห็นที่  2 :

8. ทรงฝันว่ามีตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมตุ่มหนึ่งวางอยู่ตรงประตูวัง
แวดล้อมด้วยตุ่มว่างๆ เป็นอันมาก แต่คนก็ยังไปตักน้ำใส่ตุ่มที่เต็มอยู่จนล้นแล้วล้นอีก
โดยไม่เหลียวแลจะตักใส่ตุ่มที่ว่างๆ นั้นเลย

——-ทรง ทำนายว่า ในอนาคต เมื่อศาสนาเสื่อมคนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจจะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า
คนที่รวยอยู่แล้ว ก็จะมีคนจนหารายได้ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น
ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ

9. ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่ง มีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม
และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ สัตว์ต่างๆ ก็พากันดื่มน้ำในสระ
แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด
ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือ เหยียบย่ำแทนที่จะใส กลับขุ่นข้น

——ทรงทำนายว่า ต่อไป เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจ รีดนาทาเร้น
หรือกินสินบน ชาวบ้านชาวเมือง ก็จะหนีไปอยู่ตามชายแดนหรือที่อื่นๆทำให้ที่นั้นๆ ที่คนพากันไปอยู่มีความมั่นคง
เป็นปึกแผ่น เหมือนน้ำรอบๆ สระที่ใส
ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนกลางสระที่ขุ่น

10. ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน
สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
คือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี

—–ทรง ทำนายว่า ในอนาคต เมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ใน
ศีลในธรรมกันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง ทำให้การเพาะปลูกบางแห่งได้ผล
บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง
ดิบบ้าง และแฉะบ้าง

11. ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง
ไปแลกกับเปรียงเน่า
(อ่านว่า เปฺรียง มี 3 ความหมาย คือ -1. นมส้มผสมน้ำ
แล้วเจียวให้แตกมัน -2.น้ำมันจากไขข้อวัว
และ -3.เถาวัลย์เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกัน
มากกว่า 2 ความหมายแรก)

——ทรงทำนายว่า กาลภายหน้าพระภิกษุอลัชชี
เห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่จะนำธรรมะ
ที่พระพุทธองค์สอน ไปสอนสั่งให้คนให้หลุดพ้น
จากความทุกข์ และละความโลภ
กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน
หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง
เหมือนเอาแก่นจันทน์ (ธรรมะคำสอนที่ดี)
ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า (ลาภอามิสที่ได้รับมา
ซึ่งไม่จีรังและไม่ช่วยให้พ้นทุกข์จริงๆ ได้)

12. ทรงฝันเห็นกระโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้

—-ทรง ทำนายว่า ต่อไปคำพูดของคน
ที่ไม่ควรจะได้รับความเชื่อถือ
กลับจะได้รับความเชื่อถือ
โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อ
ว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า
ซึ่งปกติจะลอยน้ำ
แต่เมื่อคนเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนักหรือหนักแน่น
จึงเปรียบคำพูดนั้นว่ามีน้ำหนัก ราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้

13. ทรงฝันว่าศิลาแท่งทึบขนาดเรือน
ลอยน้ำได้เหมือนเรือ

——ทรง ทำนายว่าถ้อยคำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ
ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา
กลับไม่ได้รับความเชื่อถือ
หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือน
เรือที่ลอยได้
ข้อนี้ตรงกันข้ามกับข้อที่แล้ว
คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ
เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควรจมกลับลอย

14. ทรงฝันว่า ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ
วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ และกัดเนื้องูเห่าขาด
เหมือนกัดก้านบัว แล้วกลืนกินเข้าไป

—-ทรง ทำนายว่า เมื่อมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจ
ตามกิเลส ราคะ สามีจะตกอยู่ในอำนาจของเมียเด็ก
และจะถูกดุด่าว่ากล่าวเช่นเดียวกับคนรับใช้
เหมือนเขียดตัวเล็กๆ แต่กลับกินงูได้

15. ทรงฝันว่า ฝูงพญาหงส์ทอง ที่มีขนเป็นทอง
ถูกแวดล้อมด้วยกา

—–ทรงทำนายว่า ในอนาคตผู้มีตระกูลหรือคนดี
ต้องฝืนใจต้องไปเที่ยวประจบ และสวามิภักดิ์ต่อผู้ไม่มีตระกูลหรือคนชั่ว เพื่อความอยู่รอดเ
หมือนหงส์ทองแวดล้อมด้วยกา

16. ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง
และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆ สะดุ้งกลัว
จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ

—–ทรง ทำนายว่าต่อไปภายหน้า คนชั่ว
หรือคนที่ไม่ดีจะเรืองอำนาจ
และใช้อำนาจเป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย
หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม
ต้องหลบหนี ไม่กล้าแสดงตัว ต้องซ่อนตัว
จากภัยร้ายเหล่านี้
เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ


จากคุณ : PP – [31 ม.ค.53 20:10]

ความคิดเห็นที่  3 :
อ่านแล้วเศร้าใจ ขอสนับสนุนคนดีให้ปกครองบ้านเมือง อย่าให้คนชั่วมีอำนาจ
จากคุณ : 7ส – [31 ม.ค.53 20:13]
ความคิดเห็นที่  4 :
ไม่มีที่ ฝันดีบ้างเหรอ
จากคุณ : T_T – [31 ม.ค.53 21:10]
ความคิดเห็นที่  5 :

เรียนความคิดเห็นที่ 4 เท่าที่อ่านเป็นการฝันถึงเหตุ 16 กรณีในคืนเดียวค่ะ คืนอื่นอาจฝันดี แต่ไม่ได้แปลกประหลาดเหมือนฝันเหตุทั้ง 16 ประการน่ะค่ะ

เนื้อความมีดังนี้

วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถี
ได้เสด็จเข้าสู่นิทรารมย์ในราตรีกาล
ครั้นล่วงปัจฉิมยามใกล้รุ่ง ได้ทอดพระเนตรเห็น
พระสุบินนิมิตอันใหญ่หลวง ถึง 16 ประการ
อันเป็นพระสุบินที่แปลกประหลาด
จึงทรงตกพระทัยตื่นบรรทม

และครั้นรุ่งเช้า ก็ได้ให้พวกพราหมณ์ปุโรหิต
ประจำราชสำนักทำนาย
พวกพราหมณ์ปุโรหิต
ก็พากันทำนายว่าเป็นพระสุบินที่ร้าย
และว่าพระองค์จะต้องประสบภัยอันตราย 3 ประการ
ไม่เสียราชทรัพย์ ก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
หรือไม่ก็ต้องสวรรคต อย่างใดอย่างหนึ่ง
และแนะให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญสัตว์
เพื่อสะเดาะห์เคราะห์

เมื่อพระนางมัลลิกา พระมเหสีทราบเรื่องเข้า
จึงทูลให้ไปขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้า
ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายว่า
เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน
เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล
หรือแว่นแคว้นของพระองค์
แต่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป
และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า
เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี
เมื่อศาสนาเสื่อมลง (กล่าวกันว่า อายุของพุทธศาสนา
ในกัลป์นี้ ยืนยาวเพียง 5,000 ปี
หลังจากนั้น ต้องรอยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย์
พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)


จากคุณ : PP – [31 ม.ค.53 21:17]

ความคิดเห็นที่  6 :

สาธุ ครับ


จากคุณ : ข๋าใหญ่ บางจัสไทย@มีเธอจึงมีฝัน@ – [31 ม.ค.53 22:32]

ความคิดเห็นที่  7 :
ทำไมคนชั่วถึงได้ดีครับไม่เข้าใจ
จากคุณ : เฮ้อ – [31 ม.ค.53 22:44]
ความคิดเห็นที่  8 :
  
จากคุณ : พลายงาม – [31 ม.ค.53 22:54]
ความคิดเห็นที่  9 :
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผลงานย้อนหลัง ของ คุณPP ครับ

Posted in Uncategorized | Leave a comment

รวม”ธรรมะ” ที่นี่

ธรรมะทูเดย์
http://www.dhammatoday.com/index.php?option=com_content&view=article&id=475&Itemid=85&lang=th

http://www.tipitaka.com/

http://difficultdhamma.blogspot.com/2010/03/blog-post_03.html

 

http://www.fungdham.com/sound/jarun.html

มาอีกแล้วค่ะ http://www.dungtrin.net/multimedia/watha_love.html  ซึ้งกินใจวัยรุ่นค่ะ

http://www.youtube.com/watch?v=RW8g80BfeJ4&feature=related   สนุกมากค่ะ

หนังสือแจก http://www.dhammaruksa.net/

e-book ธรรมะพอเพียง

หนังสือ "e-book ธรรมะพอเพียง "
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า – หน้า

รายละเอียด:
      e-book ธรรมะพอเพียง เป็นการรวบรวมบรรยายพิเศษของพระอาจารย์ที่กรุณามาปาฐกถาธรรมให้กับนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าได้รับฟังและรับคำสอนนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
      e-book ในยุคโลกาภิวัตน์ที่มาพร้อมกับความสับสนวุ่นวาย การแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นทางสังคม เทคโนโลยี เศรฐกิจ หรือแม้กระทั้งการเมืองแต่ถึงกระนั้นกระแสการแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องก็สามารถเบาบางลงได้เมื่อปัจจุบันประชาชนไทยหันมาเดินตามเศรฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหากมีธรรมะประดับอยู่ในจิตใจด้วยแล้วการประกอบกิจการงานในแวดวงใดๆ ก็สามารถดำเนินไปด้วยความมั่นคงและยั่งยืน
 
 

   

e-book เชิญตะวัน

หนังสือ "เชิญตะวัน"
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า 74 หน้า

รายละเอียด:
e-book ผู้ที่ศึกษาสำเร็จการศึกษาตามแนวทางของพระพุทธศาสนา นับว่าเป็น "พุทธะ" คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
e-book ผู้ที่ศึกษาสำเร็จการศึกษาตามแนวทางของพระพุทธศาสนา เชิญสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต เชิญพรที่สัมฤทธิ์มาสร้างชีวา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการเป็นนักศึกษา กล่าวคือ สามารถฝึก หัด พัฒนา ให้มีพัฒนาการที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปจากปุถุชนจนเป็นกัลยาณชน และอารยชนในที่สุด ผู้ที่ศึกษาสำเร็จการศึกษาตามแนวทางของพุทธ-ศาสนา นับว่าเป็น “พุทธะ” คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
 
 

   

e-book "วัดป่าวิมุตตยาลัย" วิมุตตยาลัย คือ สถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาสันติภาพโลก

หนังสือ "วัดป่าวิมุตตยาลัย" วิมุตตยาลัย คือ สถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาสันติภาพโลก "
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า – หน้า

รายละเอียด:
 e-book การถวายที่ดินเพื่ออุทิศเป็นที่ธรณีสงฆ์สำหรับตั้งวัดนั้นเป็นบุญใหญ่ในระดับมหากุศลเพราะเป็นการสร้างสถาบันในการสร้างคนให้กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เป็นการเสียสละอันใหญ่หลวงซึ่งทำได้ยากอย่างยิ่ง คนที่จะทำมหากุศลเช่นนี้ได้หากไม่มีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้นแล้วก็ยากยิ่งนักที่จะทำได้

   

คลื่นนอก คลื่นใน

หนังสือ "คลื่นนอก คลื่นใน"
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า 77 หน้า

รายละเอียด:
…เนื้อแท้ของ มนุษย์ทุกคนก็คือ ความเป็นมนุษยชาติ เลือดของทุกคนเป็นสีแดง น้ำตาของทุกคนมีรสเค็ม เราจะอุทิศโมงยามอันงดงามเพื่อระลึกถึงผู้ประสบภัยสึนามิ เราจะมองดูทุกคนเสมือนหนึ่งว่า เรากับเขาก็ประสบภัยไม่ต่างกัน ความตาย ความพลัดพรากจากคนที่รักของเขา ล้วนเชื่อมโยงมาถึงเราด้วย เขาอาจเจอ “คลื่นนอก” คือ คลื่นยักษ์สึนามิ แต่เราอาจเจอ “คลื่นใน” คือ คลื่นกิเลสที่ถล่มทะลวงทำร้ายเราอยู่ทุกคืนวัน ขอให้เราทั้งหลายตั้งสติ ยอมรับความจริงให้ได้และให้เร็วที่สุด เพราะเมื่อเราไม่ยอมรับความจริง ความทุกข์ก็จะยังคงอยู่ และทำร้ายเราครั้งแล้วครั้งเล่า จงเปิดใจให้กว้างเพื่อเรียนรู้สัจธรรมความจริงของชีวิต เหตุการณ์เหล่านี้กำลังเตือนเราว่า ธรรมดาของชีวิตก็เป็นเช่นนี้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันเกิดได้กับทุกคน จง “รู้เท่า” และ “รู้ทัน” มองให้เห็นเป็น “ธรรมดา” ของชีวิต…(จากปกหลัง)

   

e-book สารธรรมพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี

หนังสือ "e-book สารธรรมพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี"
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า – หน้า

รายละเอียด:
คนทุกคนอยู่ในสังคมมีหน้าที่เหมือนกันหมด หน้าที่ของพระก็คือต้องเทศน์ หน้าที่ของดอกไม้ก็คือต้องบาน หน้าที่ของฝนก็คือต้องตก หน้าที่ของกษัตริย์ก็คือต้องปกครอง หน้าที่ของตำรวจก็คือพิทักษ์สันติราษฎร์
 
 

   

e-book ความเหมือนในความต่างของสองรัตนมหาบุรุษ

หนังสือ "e-book ความเหมือนในความต่างของสองรัตนมหาบุรุษ"
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า – หน้า

รายละเอียด:
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระสถานะเป็น"พระธรรมรชา" เพราะทรงครองราชโดยธรรม สมกับที่มีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" หรือเพราะทรงยังมหาชนให้ยินดีโดยธรรม พุทธทาสภิกขุ นับว่าเป็นผู้อุทิศชิวิตให้แก่พระรัตนตรัยและได้ใช้ชีวิตอันยาวนานกว่า ๖๗ ปีในพระพุทธศาสนาทำหน้าที่ของพระสาวกอย่างเต็มขีดความสามารถ จนมีผลงานและชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก โดยนัยนี้ท่านพุทธทาสภิกขุจึงนับเป็น "พระธรรมราชา" ในทางศาสนจรัก สมกับที่ท่านตั้งปณิธานไว้ว่า "ข้าพเจ้าขอมอบชีวิตและร่างกายนี้ถวายแด่พระพุทธเจ้า , ข้าพเจ้าขอเป็นทาสพระพุธเจ้า , พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า พุทธทาส "
 
 

หนังสือ "e-book อัญมณีแห่งชีวิต ชีวิตพลันเฉกเช่นอัญมณี หากเรามีพระธรรมนำทาง"
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า – หน้า

รายละเอียด:
e-book ใครบางคนเคยเปรียบธรรมะมีค่าล้ำประดุจอัญมณีแห่งชีวิต นับเป็นการเปรียบเทียบอย่างงดงาม และเป็นสัจจะยิ่ง เพราะผู้มีธรรมและเข้าถึงธรรมแล้ว ย่อมสง่างามทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า แม้แต่ปวงเทพเทวดายังต้องพิทักษ์รักษาคนที่ประพฤติธรรม
 
 

   

e-book หนังสือนิทาน "ธรรมะ ชาล้นถ้วย" เรื่องเล่านิทานธรรมซึ้งถ่ายทอดมรดกทางภูมิปัญญาของมนุษย์

หนังสือ "e-book หนังสือนิทาน "ธรรมะ ชาล้นถ้วย" เรื่องเล่านิทานธรรมซึ้งถ่ายทอดมรดกทางภูมิปัญญาของมนุษย์"
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า – หน้า

รายละเอียด:
e-book ในบรรดาเครื่องมือการถ่ายทอดมรดกทางภูมิปัญญาของมนุษย์ชาตินั้น การเล่านิทาน ซึ้งเคียงคู่มากับนิทาน นับเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมากอย่างหนึ่ง วัฒนธรรมทางภูมิปัญญาที่ถูกห่อหุ้มด้วยนิทานอันเป็นเสมือนการทาสีรักษาเนื้อไม้ค่อยๆ คลี่คลายขยายตัวมาโดยลำดับ กล่าวเฉพาะวัฒนธรรมทางปัญญาที่ถูกส่งต่อผ่านมาทางพระพุทธศาสนาแล้วต้องนับว่า การเล่านิทานหรือตัวนิทานเองคือเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างหนึ่งในบรรดาเครื่องมือการส่งผ่านพุทธธรรมสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงเลือกใช้ และพระพุทธเจ้าเองก็ทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นนักเล่านิทานชั้นยอดองค์หนึ่ง
 
 

   

e-book รวมรสบทธรรม "สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ" รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง

หนังสือ "e-book รวมรสบทธรรม "สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ" รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง "
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า – หน้า

รายละเอียด:
e-book หนังสือ"รวมรสบทธรรม" เป็นหนังสือที่รวบรวมพระธรรมเทศนาและบรรยายซึ่งชมรมกัลยานธรรมจัดขึ้นในงานแสดงธรรมบรรยายธรรมทาน ณ หอประชุมศรีบูรภา มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ (ท่าพระจันทร์)
 
 

   

e-book รักแท้คือกรุณา

หนังสือ "e-book รักแท้คือกรุณา"
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่ 2
จำนวนหน้า 75 หน้า

รายละเอียด:
e-book ความรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราทุกคนอยู่แล้วทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวสำหรับผู้ที่รักอย่างรู้ตัว ที่ใดมีรักที่นั้นก็มีความสุข แต่สำหรับผู้ที่รักอย่างลืมตัว ที่ใดมีรักที่นั้นก็มีทุกข์ e-book หนังสือรักแท้ คือ กรุณา จะทำให้เราเห็นว่า ความรักมีกี่มิติ มีผลดี ผลเสีย และผลข้างเคียงอย่างไร หวังว่าเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วเราทุกคนจะมีมุมมองต่อความรักด้วยทรรศนะใหม่ และมีความสุขทุกครั้งเมื่อมีความรัก เนื่อเพราะ รักแท้ คือ กรุณา รักแท้มาเมื่อรัย ความเป็นผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบานและการเป็นผู้ให้ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น
 
 

   

หนังสือ"วัดป่าวิมุตตยาลัย" วิมุตตยาลัย คือ สถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาสันติภาพโลก

หนังสือ "วัดป่าวิมุตตยาลัย" วิมุตตยาลัย คือ สถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาสันติภาพโลก "
โดย ว.วชิรเมธี
พิมพ์ครั้งที่
จำนวนหน้า – หน้า

รายละเอียด:
 การถวายที่ดินเพื่ออุทิศเป็นที่ธรณีสงฆ์สำหรับตั้งวัดนั้นเป็นบุญใหญ่ในระดับมหากุศลเพราะเป็นการสร้างสถาบันในการสร้างคนให้กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เป็นการเสียสละอันใหญ่หลวงซึ่งทำได้ยากอย่างยิ่ง คนที่จะทำมหากุศลเช่นนี้ได้หากไม่มีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้นแล้วก็ยากยิ่งนักที่จะทำได้
 

Attachments:
File
Download 1
Download 2

   

 

หนังสือที่ไม่ต้องซื้อ http://www.tawandhamma.org/Book_online/E-book_th_thai.html 

http://www.dhammaruksa.net/ ขออนุโมทนาสาธุ บุญค่ะ


Thank you www.hereandnowholiday.com
คู่มือชีวิตภาควิปัสสนา

ซีดีเสียงชุดนี้เหมาะกับผู้ที่ได้เข้าอบรมธรรมกับอาจารย์ศุภวรรณแล้ว
เพื่อเสริมความเข้าใจและเตือนสติตนเองให้ "พาตัวใจกลับบ้าน" ได้ทุกขณะ
ระหว่างการเดินทางไปทำงาน ทำงานบ้าน เป็นการสร้างปัจจัยป้องกันไม่ให้เจอรี่สร้างโลกมายาครอบตัวใจของเรา
หรือ แม้ถูกครอบแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยช่วยให้ผู้ฟังออกจากโลกมายาของเจอรี่ได้เร็วขึ้น

ไอน์สไตน์ถาม

หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของการพาผู้อ่านเข้าสู่สัจธรรมอัน
สูงสุด  หรือพระนิพพานโดยผ่านความคิดไอน์สไตน์  จึงเป็นการ
วิเคราะห์ธรรมด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  จะเหมาะมากกับปัญญาชน
ที่ไม่ได่สนใจพระพุทธศาสนามาก่อน  รวมทั้งเหมาะกับผู้อ่านที่อยู่ใน
ขั้นตอนการแสวงหาคำตอบให้กับชีวิต  และเพิ่งเริ่มต้นสนใจธรรมะ
โดยที่ยังไม่ชินกับคำศัพท์ยากๆ ของพระพุทธศาสนา
       ทุกบทของหนังสือเล่มนี้  ล้วนเป็นเรื่องการพาผู้อ่านเข่าสู่สัจธรรม
จากมุมมองที่แตกต่างกันโดยมีความคิดของไอน์สไตน์ในเรื่องการหาจุดคงที่ของจักรวาล 
กับการหาคนตอบให้กับทฤษฏีของสรรพสิ่งอยู่เบื้องหลังเสมอไป  มุมมองที่แตกต่างกันนั้นล้วนเป็นความคิดง่ายๆ
ขั้นพื้นฐานของชีวิต แต่เป็นเริ่องง่ายที่ช่อนความลึกซึ้งของชีวิตไว้อย่างมากมายมหาศาล
เช่น  การแสวงหาตัวจริงๆ ของเรา  เรื่องปัจจุบันขณะ  หรือ  ที่นี่  เดี๋ยวนี้ใจที่ปกติเป็นอย่างไร 
ซึ่งล้วนเป็นหัวข้อที่คนทั่วไปพูดอยู่เสมอ  แต่มีสักกี่คนที่รู้อย่างแท้จริงว่ากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ 
หนังสือเล่มนี้จึงเท่ากับเป็นกุญแจไขเข้าไปสู่รายละเอียดเหล่านี้

พรมแดนข้ามโคตร
คนส่วนมากของสังคมที่ไม่สนใจคำสอน
ของพระพุทธเจ้า  ก็เท่ากับไม่รู่ข่าวร้ยในเรื่องการ
ติดคุกชีวิตของตนเองและข่าวดีเรื่องการออกจาก
คุกชีวิตเพื่อไปนิพพาน

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มุ่งที่จะให้กำลังใจ
ชุมใหญ่แก่ผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งพระนิพพาน
ซึ่งเป็นเรื่องยาก  แต่มิใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ดิฉันจึงนำเสนอด้วยเหตูผลง่ายๆ  เพื่อให้
นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายเข้าใจอย่างชัดเจนว่า
การบรรลุธรรมชั้นสูงในระดับพระนิพพานยังเป็น
ไปได้อยู่  แม้ในยุคนี้ที่คนมักเข้าใจว่าสถาบันศาสนา
ได้เสื่อมโทรมลงมากแล้วก็ตาม  และยังต้องการ
เน้นอีกว่าฆราวาสที่ยังต้องรับผิดชอบการเลี้ยงดู
ครอบครัวตนเองอยู่ก็ยังไปนิพพานได้อยู่  ไม่ใช่
เป็นเรื่องของพระสงฆ์องค์เจ้าเท่านั้น

ผู้หญิงคนนี้คือใครหรือ

หนูพบว่าคำถามต่างๆที่เคยเฝ้าถามตัวเอง
และ  ตามหาคำตอบอยู่นานนั้น  ก็ได้รับคำตอบ
จากอาจารย์อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดอาจารย์
ทำให้หนูเห็นว่าสิ่งที่หนูกำลังทำเป็นอยู่ใน
ขนาดนี้  คือทางเดินที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

ความรู้สึกที่กระผมได้รับจากทั้งการอ่าน
หนังสือและการอบรมของท่านอาจารย์ศุภรรณ 
มีคุณค่าอันประเมินมิได้  และเป็นเสมือน
missing link  ที่ผมแสวงหามานานนับ13ปี  ตั้ง
แต่เริ่มปฏิบัติและศึกษาแนวทางสติปัฏฐานสี่

ผมพยายามพาตัวใจกลับบ้านในขณะที่
กำลังใช้ชีวิตประจำวัน  เช่น  แปรงฟัน  ล้างจาน
ถูบ้าน  ตามหลักการแปรขยะให้เป็นทองของ
อาจารย์ครับ

หลังจากอ่านเรื่อง"ไอน์สไตน์ถามพระพุทธเจ้าดอย"
แล้ว  ผมทราบทันที่ว่าให้พบพระอริยะเจ้าผู้บรรลุ
ธรรมแล้วอีกท่านหนึ่ง

ฆ่าตัวตายไปทำไม

เป็นเรื่องที่มุ่งบอกให้คนรู้ว่า  ใจเป็นนาย
กายเป็นบ่าว  เมื่อมีปัญหาชีวิตจนถึงขั้นที่อยาก
ฆ่าตัวตายนั้น  การไปฆ่า  "ตัวกาย"  จึงเป็นการ
ฆ่าผิดคน  ไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง  เพราะปัญหา
ทุกข์ใจจะตามคิด  "ตัวใจ"  ไปเรื่อยๆ  การตาย
ที่แท้จริงมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น  คือ  การออกจาก
คุกชีวิตเพี่อไปนิพพาน

เป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้เขียนจดหมายถึงเพื่อน
ที่ชื่ออ้อม  ซื่งกำลังประสบปัญหาครอบครัว
จนทำให้กลุ้มใจมาก  จึงแนะนำวิทีการ  "ทำใจ"
โดยวิทีการพาตัวใจกลับบ้าน  แนะนำขั้นตอน
พี้นฐานของการฝึกสติปัฏฐานสี่  โดยแนะให้
ผู้ปฏิบัติรู้จัก  "ตัวใจ" อันเป็น"ตัวจริง"ของทุกคน
และรู้ว่าจะใช้ "ตาใจ" เพื่อการเดินทางไปสู่จุดที่
จะหายกลุ้มใจได้อย่างไร

เป็นเรื่องที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญ
และความลึกซึงขอการหายใจที่ถูกต้อง  ซึ้งจะ
ทำได้ก็โดยการฝึกอานาปานสติ  หรือการหาตัวใจ
กลับบ้านที่ ๑ และจะทำได้ดีควบคู่ไปกลับการ
ออกกำลังกายไท้เก็ก  เมื่อใครหายใจลึกๆได้แล้ว
ตัวใจที่หลงทางอยู่นอกบ้าน  จะถูกผลักให้กลับ
เข้าบ้านเดิมของใจ  ทำให้ร้สึกดีขึ้น  จึงเป็นวิทีการ
แก้ปัญหาจากปัจเจกบุคคลถึงระดับชาติ  และ
รวมถึงระดับโลกด้วย

ปฏิบัติการไล่หนูออกจากบ้านเล่ม2
หนังสือการ์ตูนชุดนี้  หากเยาวชนไทยมีโอกาสได้อ่านกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นแล้ว
การฝึกฝนเรื่องพาตัวใจกลับบ้าน  หรือ  ปฏิบัติการไล่หนูออกจากบ้าน จะกลายเป็นเรื่องธรรมะคำของสังคมไทยเรา
ซึ่งเท่ากันเป็นการสร้างปัจจัยเพื่อให้เกิดสันติภาพในแผ่นดินไทยของเราและถ้าหากความคิดนี้กระจายไปทั่วโลก
จนเป็นที่ยอมรับขององค์การสหประชาดีแล้ว
   การพาตัวใจกลับบ้านจะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาของโลก
หากมีประชากรเพื่ยงครึ่งหนึ่งของโลกที่รู้วิธีพาตัวใจกลับบ้านแล้ว
ดิฉันเห็นแน่ว่า  มนุษย์จะสามารถอยู่ด้วยกันอย่างมีสันติสุข
และแบกความทุกข์เท่าที่จำเป็นจริงๆ  เท่านั้น  คือ  ทุกข์จากการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย
    จึ่งขอเชิญชวนให้ผู้ใหญ่ไทยทั้งหลายสนับสนุนสร้างสันติภาพให้ชาวโลกโดนแนะนำหนังสือการ์ตูนนี้ให้แก่บุตรหลานของท่านด้วยเทิด
ใบไม้กำมือเดียว
ความรู้หยิบมือหนึ่งช่วยให้ผู้อ่านรู้จักเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นการบอกข่าวดีให้มนุษย์รู้ว่า
ชีวิตเปรียบเหมือนการติดคุกที่มหึมา เป็นกรงขังใหญ่มากจนชาวโลกดูไม่ออกว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตอย่างปราศจากอิสรภาพที่แท้จริง
จึงเป็นทุกข์ และหวาดกลัว การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคือ การค้นพบอิสรภาพที่แท้จริง รู้เท่านี้ ก็พอแล้ว
อวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน
เป็นการเล่าประสบการณ์ย้อนหลังของผู้เขียนตั้งแต่เริ่มตั้งคำถามใหญ่ของชีวิตเรื่องเกิดมาทำไมในขณะที่ยังเป็นนักศึกษา
และการแสวงหาคำตอบให้แก่ชีวิตโดยการปฏิบัติธรรม ครอบคลุมประสบการณ์ของตนเองที่ได้มาถึงเมืองนิพพานในสองครั้งแรกของชีวิต
จนกระทั่งมาถึงเมืองเดียวกันอีก ๒๑ ปีต่อมา จึงใช้ความสามารถที่ได้รับจากระบบการศึกษาทางโลก การคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
การใช้ภาษาและการเปรียบเทียบของคนร่วมสมัย จึงสามารถอธิบายสิ่งที่ฟังยากอย่างเรื่องนิพพานให้เป็นเรื่องง่าย
คู่มือชีวิต ภาคศีลธรรม
เมื่อทราบเป้าหมายชีวิตคือการไปให้ถึงพระนิพพานแล้ว หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนแผนที่ชีวิตบอกทางครึ่งแรกของการเดินทางไปพระนิพพาน
ซึ่งแม้ชาวพุทธเองก็ไม่กล้าอาจเอื้อมคาดหวังที่จะถึงได้ ซึ่งเป็นผลของอวิชชา ความเข้าใจผิดว่านิพพานเป็นเรื่องไกลตัว
คำแนะนำในภาคปฏิบัติของหนังสือเล่มนี้จึงเป็นการเริ่มเดินทางไปพระนิพพานด้วยวิธีการที่เรียบง่าย
ดินแดนกัลปพฤกษ์
เป็นนิยายอิงธรรมะที่ถ่ายทอดภาพกว้างๆ ของชีวิตมนุษย์
ที่กำลังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในถนนวงแหวนของลังสารวัฏ
นอกจากผู้อ่านจะได้รับความบันเทิงจากภาพจิตนาการ
ของอนาคตแล้ว ก็ยังสามารถเรียนรู้สิ่งที่เป็นสาระอย่าง
แท้จริงของชีวิตอีกด้วย โดยเฉพาะเรื่องการออกจากคุกชีวิต
อันเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของมนุษย์ทุกคน
รู้เท่านี้ก็พอแล้ว
การแก้ปัญหาเรื่องฝันร้ายในขณะหลับทางกาย คือ ต้องทำให้ตัวกายตื่นมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
การแก้ปญัหาชีวิตมนุษย์ก็ต้องทำเช่นนั้น ทุกปัญหาชีวิตมากับความคิด การจุ่มอยู่กับความคิดและความรู้สึกที่เป็นปัญหาจึงเหมือนการฝันร้าย
ในขณะที่กายยังตื่นอยู่ แต่กายไม่สามารถตื่นได้อีกแล้ว เพราะตื่นอยู่แล้ว ตรงนี้เอง ถ้าเข้าใจได้ว่า แม้ตัวกายตื่น แต่ตัวใจยังหลับอยู่
หลับเพราะถูกความคิดที่เป็นมายาครอบงำไว้ ฉะนั้น ต้องทำให้ตัวใจตื่นจากความหลับไหล โดยการพาตัวใจกลับบ้าน
เมื่อทำได้เช่นนี้ จึงเหมือนตื่นจากฝันร้าย และกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ปัญหาชีวิตจึงแก้ตกได้ในลักษณะเช่นนี้
ศาสนาและการเมือง

ความเจริญทางวัตถุ มักตามมาด้วยความ
เสื่อมโทรมของศีลธรรมเสมอ คนจีนยุคนี้จึง
งมงายมากขึ้น เชื่อหมอดู ฮวงจุ้ย ก่อนไป
ทำงานจึงต้องไปศาลเจ้าไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอ
ให้ตนเองไม่เสื่อมลาภ ทำให้อาชีพของหมอ
โรคจิตเจริญตามไปด้วย ช่องว่างระหว่างคนรวย
กับคนจนจึงกว้างขึ้น

นักการศาสนาต่างจากนักการเมืองตรงที่ว่า
ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียสละและไม่กลัวตาย
ของตนเองให้ใครเห็น เพื่อเรียกร้องคะแนนเสียง
แต่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อสัจธรรม ต่อตนเอง และ
เพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก แม้คนไม่เห็นด้วย
หรือช่วยคนได้เพียงไม่กี่คน ก็พอใจแล้ว

ปัญหาภาคใต้ของไทยเราเป็นเพียงหนึ่งใน
ปัญหาที่กำลังครุกรุ่นอยู่ทั่วโลก หากไม่ใช่เป็น
ปัญหาโดยน้ำมือของมนุษย์ ก็เป็นปัญหาที่เกิด
จากภัยธรรมชาติอันรุงแรง การทำลายล้างเหล่านี้
ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสงสารวัฏทั้งสิ้น เป็นเรื่อง
หนีไม่พ้นค่ะ

ธรรมะกับเรื่องเพศ
คนที่เกิดมาผิดเพศนั้น  โดยพื้นฐานแล้ว
จะมีปัญหาทางด้านจิตใจมากกว่าคนปกติ
จะเป็นคนมีจิตใจอ่อนไหวและทุกข์มาก
กว่าคนธรรมดา  แต่ต้องเข้าใจว่า  มนุษย์ทุกคน
ไม่ว่าหญิง  ชาย  เกย์  ล้วมมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน 
ที่จะเดินทางไปถึงนิพพาน  เพื่อความหมดทุกข์
อย่างแท้จริง  เพราะนิพพานเป็นเรื่องที่อยู่
เหนือบวก  เหลือลบ  ตัวใจของเราไม่ได้เป็น
เพศหญิง  ชาย  หรือเกย์  ฉะนั้น  หากผู้เกิดมา
เป็นเพศที่สามมีความอดทน  และตั้งใจจริงแล้ว
ก็จะสามารถเดินทางไปนิพพานได้เหมือน
ชาย  หญิง  คนอื่นๆ  ที่ตั้งใจจริง  เพราะถ้า
ไม่เลือกเส้นทางนี้แล้ว  รับประกันได้ว่า  เดี๋ยวก็
ต้องมุดกลับมาในโลกนี้  และอาจจะต้องเกิดมา
เป็นเกย์อีก

  "ผมบอกตัวเองเสมอว่า  ฉันจะเกิดเป็น
เกย์ชาติสุดท้ายให้ได้  และจะปฏิบัติตาม
คำสอนของอาจารย์ศุภวรรณให้ถึงที่สุด"

ครอบครัววังวนแห่งปัญหาชีวิต

เรื่องแม่สามี  สงสารท่านมาก  เพราะ
ตอนนี้ต้องให้มอร์ฟีนระงับความปวด  กบก็
ต้องทําใจ  เพราะท่านปวดมากๆ  แม่
จะอารมณ์เสีย  โมโห  โวยวาย

มีข้อสงสัยว่า  คนที่เป็นอัมพาตสามารถ
ทำวิปัสสนาได้หรือไม่  ชาตินี้เขาสามารถทำให้
ถึงนิพพานได้หรือเปล่า

ผมรู้จักข้อสอบแนวครอบครัวมากขึ้น
ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่า  หนังสือขออาจารย์ทุกเล่ม
ดีมาก  เพราะได้วางแนวทางเดินให้หมด
โเยไม่ต้องเสียเวลาในการคิดเอง  เป็นวิทีสั้น
และเร็วจริงๆ

แม่เป็นคนคิดมาก  ชอบนำความคิดที่
ไม่ดีเข้ากระทบตัวใจครับ  คือ  ใครทำอะไร
กับท่านในอดีต  ท่านจำไว้หมดครับ

ปฏิบัติการไล่หนูออกจากบ้านเล่ม1
หนังสือการ์ตูนชุดนี้เป็นเครื่องมือชั้นยอดเยื่ยมที่สามารถอธิบาย การทำงานระหว่าง จิตกับใจ ได้อย่างชัดเจน
โดยใช้ตัวละครการ์ตูนเหล่านี้เป็นสื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพการทำงานใน จิตใจของตนเอง
เช่น ในขณะที่คนกำลังกลุ้มใจ มีความทุกข์มาก ก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนว่าในขณะนั้น ตัวใจของตนเองกำลังถูก "หนูดำ" รังแก ทุบตี ทิ่มแทง อย่างไร

หนังสือการ์ตูนชุดนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพ่อแม่สอนเรื่องการพาตัวใจกลับบ้าน ให้ลูกหลานได้เป็นอย่างดียิ่ง

ซึ่งเป็นเหตุผลใหญ่ที่ดิฉันตั้งชื่อเรื่องว่า "ปฏิบัติการไล่หนูออกจากบ้าน" อันมีความหมายเดียวกับวลี"พาตัวใจกลับบ้าน"
หรือ สติปัฏฐานสี่ หรือ การทำวิปัสสนา นั่นเอง ซึ่งดิฉันจะพยายามเขียนบทให้แก่หนังสือการ์ตูนชุดนี้อย่างต่อเนื่อง
โดยเน้นเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้อ่านไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่สามารถเดินทาง ออกจากคุกชีวิตได้ในที่สุด

ใครกลัวตาย ฟังทางนี้
ผู้เขียนพยายามบอกผู้อ่านให้รู้ว่า สิ่งดีที่สุดสำหรับชีวิตมนุษย์ไม่ใช่อยู่ที่การมีทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศ และชื่อเสียง
แต่อยู่ที่การสามารถลืมตาตื่นขึ้นมาทุกเช้าโดยไม่มีความรู้สึกเสียใจ หรือเศร้าใจต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต หรือ
เป็นห่วงชีวิตของอนาคต และสามารถใช้ชีวิตอย่างไม่หวาดผวา กลัวต่อสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งความตาย
คู่มือชีวิต ภาคกฎแห่งกรรม
เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากภาคศีลธรรม ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องการทำงานของกฏแห่งกรรมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
โดยใช้ภาษาและเหตุการณ์ของคนร่วมสมัย จะสามารถช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่เกิดกับชีวิตของตนเองทั้งเรื่องดีและร้ายว่าเป็นการทำงานของกฏแห่งกรรมอย่างไร

The User Guide to Life…The Law of Karma

 "One minute everything is absolutely fine  but the next minute, life becomes everything but normal. "

The truth is we do need to ‘understand’ why certain events ? especially the bad ones ?
only happen to us and not to other people. Should we have the answers, they will, at least,
allow us to let go and move on with our lives for the sake of our own sanity.

Einstein Questions, Buddha Answers
A challenging book provokes readers to question the state of normality in a modern-day life engulfed by a whole range of problems.
Supawan highlights the state of our social abnormality by relating to Einstein’s theory of relativity.
She also gives an explanation to the state of normality by relating to the Buddha’s concept of Nirvana.
This book is the introduction to her following title.
Do you know what a normal mimd is?
In a world engulfed by increasing social problems, humanity has lost its sense of normality.
The author tries her best to restore this important mental and spiritual asset back to humankind.
It is yet another of Supawan?s inspirational and thought provoking books, trying to help readers find true normality in life.
The author emphasizes clearly that the root cause of our collective abnormality comes from the lack of knowledge about our 6th sense,
which everyone has? a very enlightening book!
The User Guide To Life…The Moral Diet
A detailed life-map explaining how to walk the spiritual path to ultimate enlightenment.
This book is the continuation to A Handful of Leaves. Once readers have learnt about the ultimate purpose of life,
it’s time they engaged in the spiritual journey to their final destination. The User Guide to Life?
The Moral Diet is the first series of two books which will be followed by its sequel: The User Guide to Life?
The Law of Karma. The contents of these books are about the journey of a lifetime with a clear aim of claiming back one’s spiritual freedom.
Included are a collection of stories, tackling a diversity of issues from killing, sexual relationships to global warming and genetic engineering to karma.
Can a Caterpillar be Perfect?
?Sue, did you write this book just for me??
A thought provoking and inspirational book that encourages readers to question the goal of life and to find their true self,
relating to the universal issues of everyday life.
A Handful of Leaves
There is only ONE ultimate truth, the author insists. ?You cannot say this is the Buddhist truth which is different from the Christian truth or the Islam truth.?
This book is written not long after the author?s ?Eureka? experience.
It features knowledge that every human being must know regarding the ultimate goal of life and the means to achieving it.
Forewords written by Venerable Sumedho and the late Ven. Rewata Dhamma. 

Out of stock

วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

1.จงสร้างความดีให้กับตัวเอง
และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว
จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม
พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว
ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน
แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

3. ผู้ใดก็ตาม
ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข
ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย
เป็นการขอขมาลาโทษฯ

4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน
อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี
จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย
แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

5. บางคนลืมพ่อลืมแม่
อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่
อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ
ท่านยกตัวอย่าง (เรื่องจริงนะจ๊ะ)
ตัวอย่าง ที่ 1
บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ
แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท
นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอนคำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน
แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล
(กรณีนี้ หลวงพ่อจะเตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ) แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้
ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว
ตัวอย่าง ที่ 2
เมื่อเร็วๆนี้ลูกฆ่าพ่อ แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐานพอเข้าวัดมันร้อนไปหมด
ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน
ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอน ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ

6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้
คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม
ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่  คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ
จะไม่เอาอีกแล้ว  เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส
อันว่าโทษทัณฑ์ใด  ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี
ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย
คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ
นี่แหละ ท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่
ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ  ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้
เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว  
(ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง
รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ
หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดา มารดา
ตัวอย่าง ที่ 3
"หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง"
เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา
หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้
บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ
แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่
ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ
ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า
ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง…
พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด

7. ลูกหลานโปรดจำไว้
เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่  ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่
ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล

8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ
ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

9 ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย
ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก
บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา………
พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา
ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง ฯ
                                                                                                          
10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย
คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก
ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ
นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล
ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้
บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ  บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน
พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

การนอนหลับ กับ การทำสมาธิ คลื่นสมองต่างกันอย่างไร

ขอบคุณมากนะคะ
วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2552
การนอนหลับ กับ การทำสมาธิ คลื่นสมองต่างกันอย่างไร

Posted by สุรศักดิ์ , ผู้อ่าน : 1773 , 00:03:43 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้

การนอนหลับ กับ การทำสมาธิ  คลื่นสมองต่างกันอย่างไร

ในเอ็นทรี่ที่ผ่านมา ได้เคยเสนอเรื่อง "การพักผ่อนที่ดีกว่าการนอนหลับ 
และการหาความสุขทันใจนึก"  นั้น  เป็นการนำเสนอในแง่ธรรมะ ในครั้งนี้  
ลองมามองในแง่วิทยาศาสตร์ดูบ้าง  เพื่อให้มองในแง่สมดุล  ส่วนจะต่าง
กันไปบ้าง ก็ไม่มีปัญหาอะไร  

การพักผ่อนที่ดีกว่าการนอนหลับ และการหาความสุขทันใจนึกนั้น  สรุป
โดยย่อที่สุด  ก็คือ  การทำอานาปานสติ หรือสติกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก
นั่นเอง

***

ในแง่วิทยาศาสตร์ จะมีการวัดคลื่นสมองเปรียบเทียบ ระหว่างการนอนหลับ
และการทำสมาธิ   แต่ก่อนที่จะมีการวัดคลื่นสมอง  มาทำความเข้าใจ
เรื่องคลื่นสมองกันก่อนสักเล็กน้อย  ดังนี้  


คลื่นสมองของคนเราจะอยู่ในรูปของความถี่แบบผสม  ปกติจะมีอยู่ 4 คลื่น

ด้วยกัน คือ คลื่นเบต้า (Beta wave), คลื่นอัลฟา (Alpha wave),
คลื่นธีต้า (Theta wave) และคลื่น เดลต้า (Delta wave)  ซึ่งคลื่น
เหล่านี้มีการทำงานที่แตกต่างกัน


1.  คลื่นเบต้า (Beta wave)

เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติทั่วไป ในสภาวะปกติสมองจะรับ
ข้อมูลต่าง ๆ จากภายนอกเป็นจำนวนมาก จนถึงก่อให้เกิดความสับสน
วุ่นวาย คลื่นสมองที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จะมีความถี่สูง เรียกคลื่นสมอง
ช่วงนี้ว่า "คลื่นเบต้า" (Beta Wave)  ซึ่งมีความถี่ประมาณ 13-40 รอบ
ต่อวินาที ยิ่งความถี่ของคลื่นสมองสูงขึ้นไปมากเท่าไร จิตใจของเราก็
จะวุ่นวายสับสนมากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น รูปร่างของคลื่นเบต้ามีลักษณะคล้าย
เส้นกราฟที่ขยุกขยิกขึ้น-ลง ขึ้น-ลง สลับกัน คล้าย ๆ เวลาเราลากเส้น
สลับฟันปลานั่นเอง

ถ้าสมองมีเรื่องต้องคิดวุ่นวายมาก เส้นกราฟจะขยุกขยิกมากด้วย ภาวะ
เช่นนี้จะรู้สึกหงุดหงิด กระสับกระส่าย ประสิทธิภาพในการคิดตัดสินใจไม่ดี
ยิ่งคลื่นสมองยิ่งสูง ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์ด้านลบได้มากเท่านั้น คนที่ไม่ฝึก
สมาธิ จะมีคลื่นสมองเบต้า (Beta wave) มากกว่าคนที่ฝึกสมาธิ

2.  คลื่นอัลฟา (Alpha wave)

เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสภาวะของคนที่มีจิตใจสงบเยือกเย็น เรียกว่า
"คลื่นอัลฟา" (Alpha Wave) ซึ่งมีความถี่ประมาณ 8-13 รอบต่อวินาที
มีจังหวะที่ช้ากว่า มีขนาดใหญ่กว่าและมีพลังงานมากกว่าคลื่นเบต้า
(Beta wave)  รูปร่างของคลื่นอัลฟามีลักษณะคล้ายรูปลูกคลื่น ไม่ขยุกขยิก
เหมือนคลื่นเบต้า คลื่นอัลฟานี้ช่วยทำให้ความสับสนวุ่นวายในสมองลดลง
จิตใจจึงสงบและเยือกเย็นขึ้น ซึ่งพร้อมทีจะทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมี
ประสิทธิภาพ

3.  คลื่นธีต้า (Theta wave)

เมื่อคลื่นอัลฟาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคลื่นที่มีจังหวะช้าลง ๆ แต่กลับมีพลังงาน
สูงขึ้นๆ ถ้าคลื่นสมองของคนเรามีความถี่ 5-7 รอบต่อวินาที จะส่งคลื่น
ธีต้า (Theta wave)  ออกมา  คลื่นธีต้า เป็นคลื่นสมองชนิดหนึ่งซึ่งจะ
ปรากฏตัวขึ้นมาเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแว่บเดียวเท่านั้น เป็นแว่บสุดท้าย
อยู่ในลักษณะครึ่งหลับครึ่งตื่น  และเมื่อหลับแล้วจริงๆ คลื่นสมองจะ
ปรากฏไปอีกแบบหนึ่งซึ่งจะแตกต่างจากคลื่นธีต้า (Theta wave)

4.  คลื่นเดลต้า (Delta wave)

เป็นคลื่นที่เกิดขึ้น ในสภาวะของคนนอนหลับ เป็นคลื่นสมองที่มีความถี่
ของสมองที่ต่ำที่สุด แต่มีพลังงานสูง จะอยู่ระหว่าง 4 รอบต่อวินาที
จนถึงนิ่งเป็นเส้นตรง ระหว่างนี้ สมองของคนเรา จะส่งคลื่นเดลต้า
(Delta wave) ออกมา

ภาพกราฟคลื่นสมอง

ที่มา :  เว็บไซต์  http://www.expert2you.com/view_article.php?
art_id=2594  เรื่อง : คลื่นสมอง 4 ชนิด ในสมองซีกซ้ายและขวา ก่อเกิด
การเพิ่มพลังจิตให้มีระดับสูงขึ้น  บทความโดย  mikayu  เมื่อวันที่ 5 ก.ย.
2548

***

คลื่นสมองของคนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิและคนที่ฝึกสมาธิ    


พระธรรมวิสุทธิกวี  ได้บรรยายไว้ในหนังสือ "รู้ตัว รู้ใจ ก็ไปนิพพาน
ทางแห่งความสุข"  ว่า  

ในการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ เขาบอกว่าสมาธิขั้นต่างๆนั้น ปรากฏ
ออกมาเป็นคลื่นสมอง เขาเปรียบเทียบคลื่นสมองไว้เป็น 5 คลื่นใหญ่  
คือ

1. คลื่นเบต้า คือ คลื่นสมองของคนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ
2. คลื่นอัลฟา คือ คลื่นสมองของคนที่เริ่มฝึกสมาธิ
3. คลื่นเธต้า คือ คลื่นสมองของคนที่จิตสงบเข้าไปมากจนถึงขั้น
    เกือบจะเป็นอุปจารสมาธิ
4. คลื่นเดลต้า คือ คลื่นสมองของคนที่มีจิตสงบมากขึ้น และ
5. คลื่นคอสมิก คือ คลื่นสมองของคนที่มีจิตใจสงบมากเป็นสมาธิ ขั้นสูง      
    ซึ่งบางท่านบอกว่าถึงขั้นอัปปนาสมาธิทีเดียว

***

อาจารย์เกียรติวรรณ  อมาตยกุล ได้ให้ความรู้ไว้ในหนังสือ "คิด-ทำ ด้าน
บวก" เป็นแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส  ไว้อย่างน่าสนใจ  ว่าจะต้องพยายาม
มีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ  
 
“ต้องมีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ” เป็นมุมมองตามพื้นฐานความเชื่อบนแนวคิด
นีโอฮิวแมนนิส กล่าวว่า คนเราแตกต่างจากการทำงานของเครื่องจักร เนื่อง
จากการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเป็นผลมาจากความสุขและความรักในการที่
จะกระทำต่อสิ่งนั้น โดยขณะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสมองของคนเราจะมีการส่ง
คลื่นสมองที่แตกต่างกันตาม อารมณ์ ความรู้สึก ความทุกข์ ความสุขของเรา
แนวคิดนีโอฮิวแมนนีสจึงให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับคลื่นสมอง
โดยคลื่นอัลฟาหรือช่วงคลื่นสมองต่ำจะมีประโยชน์ต่อคนเรา เพราะสมอง
จะ ส่งคลื่นที่มีพลังสูง กว้าง ลึก ช้า สงบ ออกมา ส่งผลให้สมองซีกซ้าย
และซีกขวาทำงานอย่างสมดุล ร่างกายและจิตใจจะมีความผ่อนคลายสูง
ไม่มีความวิตกกังวลหรือความเครียด ระบบการทำงานของอวัยวะภายใน
ของร่างกายทำงานได้ดีที่สุด   การกระทำภารกิจของคนเราก็จะมี
ประสิทธิภาพสูงสุด ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดด้านบวก
จะสูงขึ้น

ทั้งนี้ หากเข้าสู่สภาวะอัลฟาหรือคลื่นสมองต่ำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เรา
เข้าสู่สภาวะอัลฟาหรือคลื่นสมองต่ำได้ง่ายขึ้นหรือเคยชินมากขึ้น

การผ่อนคลาย (Relaxed) ที่จะทำให้เราสามารถเข้าสู่สภาวะอัลฟาหรือ
คลื่นสมองต่ำได้ง่าย ประกอบด้วย

1) เสียงเพลงที่มีคลื่นสมองต่ำ เพื่อสร้างบรรยากาศและปล่อยจิตใจให้
    ล่องลอยไปตามเสียงเพลง
2) หลับตา
3) การหายใจลึก ๆ ช้า ๆ ให้เต็มปอด
4) การสั่งให้ทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลาย และ
5) การอยู่ใกล้กับธรรมชาติหรือการจินตนาการถึงธรรมชาติ


ดังนั้นเราสามารถนำแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสเกี่ยวกับการมีคลื่นสมองต่ำ
ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยปัจจัยที่ผลต่อคลื่นสมองต่ำของคนเรา
คือ การนั่งสมาธิ การทำโยคะ  อาหาร  คำพูด และคนรอบข้าง

จากพื้นฐานความเชื่อบนแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส เป็นการนำประโยชน์ของ
สิ่งที่มีอยู่ภายในตนของเรามาเป็นตัวช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวันให้มี
ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะส่วนของสมองของเราที่จะมีการส่งคลื่นสมอง
ออกมาขณะที่เราทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามอารมณ์ ความรู้สึก ความทุกข์
และความสุขของเรา มากำหนดตัวเราเองหรือควบคุมตัวเราเอง ถือเป็น
แนวคิดที่ถูกต้องตามสำนวนไทยที่กล่าวว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”
สมองหรือจิตเป็นตัวกำหนดหรือควบคุมการแสดงออกของอารมณ์และ
ร่างกาย เช่น เมื่อใดที่เรามีอารมณ์โกรธ มักจะแสดงออกมาทางสีหน้า
ท่าทาง อันเป็นผลมาจากการตอบสนองที่จิตใจและสั่งการสมองให้ออก
แสดงพฤติกรรมออกมา

การทำให้คลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ จะทำให้เรารับรู้ตัวตนของเราให้มีสติ
อยู่ตลอดเวลา และมีความผ่อนคลายจากสภาวะแวดล้อมอันเกิดจากการ
ดำรงชีวิตประจำวันของตัวเรา

ประโยชน์จากการมีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ จะทำให้ตัวเราสามารถผ่อน
คลาย จิตใจและร่างกายอันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและการ
ดำรงอยู่ของชีวิต การฝึกจิตให้มีสมาธิจนเกิดจากคลื่นสมองต่ำ เป็นวิธี
ที่ง่ายที่สุดที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา และชนะอุปสรรคในการดำเนิน
ชีวิตแต่ละวันของบุคคล เมื่อเราปฏิบัติบ่อย ๆ สม่ำเสมอ จะส่งผลต่อ
คลื่นสมองของตัวเราและส่งคลื่นสมองต่ำให้บุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น
พ่อแม่ พี่น้อง แฟน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน โดยช่วยให้บุคคลรอบข้าง
ค่อย ๆ พัฒนาให้มีคลื่นสมองต่ำเช่นเดียวกับเรา จะทำให้บุคคลรอบข้าง
เหล่านั้นสามารถผ่อนคลายและหาความสุขในชีวิตประจำวันด้วยวิธี
ประหยัดง่าย ๆ ที่สามารถทำได้เอง ซึ่งส่งผลยิ่งใหญ่ต่อการอยู่ร่วมกัน
ในสังคม ที่จะมีแต่ความสุข โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากตัวเราและคน
รอบข้างที่ส่งผ่านความสุขและความดีต่อสังคม

***

คราวนี้  เราลองมาเปรียบเทียบระหว่าง  การนอนหลับ กับ การทำสมาธิ
คลื่นสมองต่างกันอย่างไร    กรุณาดูตารางแสดงระดับคลื่นความถี่สมอง  

ตารางแสดงระดับคลื่นความถี่สมอง


ที่มา :  เว็บไซต์ศูนย์พัฒนาพลังชีวิต  http://www.powerlifecenter.com/
          เรื่อง ศิลปะการบำบัดชั้นสูงจากยุคโบราณ 
 
จะเห็นได้จากตารางข้างต้น ว่า    การนอนหลับลึก  (Deep Sleep)
คลื่นสมองเป็นคลื่นเดลต้า  ส่วนการทำสมาธิ  (Meditation)  คลื่นสมอง
เป็นคลื่นเธต้า  

ที่จริงแล้ว  การนอนหลับก็มีหลายระดับ  เช่น  การนอนหลับ ขั้นตอนที่ 1,
การนอนหลับ ขั้นตอนที่ 2,  การนอนหลับ ขั้นตอนที่ 3  (Delta Sleep)
หรือหลับลึก  และขั้นตอนที่ 4  (Rem Sleep) 
ส่วนการทำสมาธิ ก็มีหลายระดับ  เช่น  ขณิกสมาธิ  อุปจารสมาธิ  และ
อัปนาสมาธิ 
(ตามตารางข้างต้น  ไม่ได้ระบุให้แน่ชัดว่าเป็นสมาธิในระดับใด แต่ระบุ
การนอนหลับ เป็นการนอนหลับลึก)

จึงเพียงให้ทราบข้อมูลตามตารางในเบื้องต้นก่อนเท่านั้น

***

ศาสตราจารย์นายแพทย์สิระ  บุณยะรัตเวช  ศัลยกรรมประสาท
โรงพยาบาลรามคำแหง  ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการนอนหลับที่ปกติ
ที่น่าสนใจ ไว้ดังนี้

การนอนหลับที่ปกตินั้น หมายถึงการนอนหลับรวดเดียวตลอดทั้งคืน และ
เมื่อตื่นขึ้นจะแจ่มใส สดชื่น พร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ ระยะ
เวลาของการนอนหลับในหนึ่งคืนนั้น โดยเฉลี่ยประมาณ 6-9 ชั่วโมง ซึ่งจะ
แตกต่างไป แล้วแต่ตัวบุคคล บางคนนอนเพียง 6 ชั่วโมงก็เพียงพอ บางคน
อาจจะต้องการ การนอนหลับถึง 9 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทำ
วิจัยเรื่องการนอนหลับเห็นพ้องต้องกันว่า ระยะเวลาของการนอนหลับนั้น
ไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของการนอนหลับ ซึ่งโดยปกติจะประกอบขึ้นด้วย
สองระยะที่สลับกันไปมาทั้งคืน คือ rem sleep และ non-rem sleep ถ้า
หากระยะทั้งสองอย่างนี้มีอัตราส่วนที่เหมาะสมก็นับว่าเป็นการนอนหลับที่ปกติ
Rem (เร็ม) นั้นย่อมาจาก rapid eye movement ซึ่งหมายถึง การกลอกตา
ทั้งสองข้างไปมาอย่างรวดเร็วในขณะนอนหลับ ส่วน non-rem sleep นั้นคือ
การนอนหลับในระยะที่ลูกตาสองข้างไม่กลอกไปมา ทั้งสองระยะนี้จะสลับ
กันไปมาคืนละหลายครั้ง เรายังไม่ทราบว่าหน้าที่ที่แท้จริงของ rem นั้นคือ
อะไร แต่พบว่ามันมีความสำคัญมากต่อสุขภาพของสมอง   

คนเราต้องการการนอนหลับทั้งสองชนิดด้วยอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกาย
และสมองได้พัก ได้จัดระบบใหม่ เตรียมพร้อมที่จะทำงานวันรุ่งขึ้นต่อไป
การนอนไม่หลับนั้น อาจจะเกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราวได้กับทุกคน แต่ถ้า
เกิดนอนไม่หลับ หรือนอนไม่พอ เป็นระยะเวลานานแล้วไม่แก้ไข อาจจะทำ
ให้เกิดปัญหาใหญ่ได้ภายหลัง

ผู้ที่นอนไม่หลับ หรือหลับไม่ปกติที่เป็นเรื้อรังมานาน จะมีหน้าตาไม่แจ่มใส
ดูแก่กว่าอายุจริง ไม่มีสมาธิต่อการปฏิบัติหน้าที่ หงุดหงิด สัมพันธภาพต่อ
คนทั่วไปไม่ดี ซึมเศร้า เบื่อชีวิต เบื่อการดำเนินชีวิต

***

จึงสรุปได้ว่า  คนเราควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้ได้เพียงพอ  และควรจะ
นอนอย่างมีคุณภาพ  คือ  นอนหลับลึก  ในจำนวนชั่วโมงที่เพียงพอด้วย
หากนอนน้อย  ก็ควรหาเวลานอนชดเชย  หรือชดเชยด้วยการทำสมาธิ 
การนอนงีบ ถึงแม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ  ก็ตาม  เป็นต้น 

ในโอกาสปกติ  ก็ควรทำสมาธิเป็นประจำ  หรือการหาวิธีทำให้คลื่นสมอง
ต่ำอยู่เสมอ  ก็จะเป็นประโยชน์ในการสร้างเสริมประสิทธิภาพในการดำเนิน
ชีวิตได้เป็นอย่างดี  ตามวิธีดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
    

——————————————————————————–

อ้างอิง :  1. พระธรรมวิสุทธิกวี. รู้ตัว รู้ใจ ก็ไปนิพพาน ทางแห่งความสุข.     
                 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กรีน-ปัญญาญาณ, 2551  
             2. เกียรติวรรณ  อมาตยกุล. คิด-ทำ ด้านบวก. กรุงเทพฯ :
                 ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์, 2545.

Posted in Uncategorized | Leave a comment